A Free Template from Joomlashack

A Free Template from Joomlashack

แบบสำรวจ

ท่านกำลังใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) อะไรอยู่ ?
 

Search

ผู้เข้าเว็บขณะนี้

เรามี 220 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ตอนที่ 2 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 03:33 น.

หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย  

ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ๒

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)

ณ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓

 

ฆ่าบิดามารดาเป็นอนันตริยกรรม

 ลูกเอ๊ย ! หนีไปไกล ๆ พ่อแม่แก่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง

          ท่านพระโมคคัลลาน์ว่าฆ่าพ่อแม่ ท่านไม่ฆ่าให้ตายหรอกนะ อย่าไปเข้าใจผิด ท่านหลงเชื่อคำภรรยาที่ไม่ชอบพ่อแม่ของท่าน ภรรยาของท่านยุยงส่งเสริมบอกว่า

 

          “ถ้าเอาตาแก่ยายแก่สองคนอยู่ในบ้าน ฉันจะไม่อยู่   ฉันจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ของฉัน”

 

          ในช่วงนั้นท่านหลงรักเมียมากเกินไป ไปหลงเชื่อเมีย ก็เอาบิดามารดาบรรทุกใส่ล้อเกวียน ขับเข้าป่าไปเลย พอไปถึงป่ารก ก็ทำไปจอดเกวียนเอาไว้ แล้วก็ทำทีเหมือนโจรวิ่งออกมาจากป่า ส่งเสียงร้อง เอามัน ๆ แล้วก็มาทุบตีพ่อแม่ โดยเจตนาคือหวังให้ตายนั่นแหละ แต่บังเอิญคุณแม่ของท่านก็พูดขึ้นมาว่า

 

          “ลูกเอ๊ย! หนีไปไกล ๆ พ่อแม่แก่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง เจ้าเอาตัวรอดเถิด เจ้ายังน้อยยังหนุ่ม”

 

          พอได้ยินเท่านั้นใจอ่อนเลย พอใจอ่อนลงก็ทำทีวิ่งหนีไป แล้วก็ย้อนกลับมาปลอบโยนพ่อแม่ แล้วก็นำกลับไปบ้าน

 

          “เอาละ ระหว่างคนรักกับพ่อแม่ ฉันต้องเลือกเอาพ่อแม่ของฉันเด็ดขาด เธอจะอยู่หรือไม่อยู่ไม่สำคัญ ขอให้ฉันมีพ่อแม่อยู่คู่ชีวิตของฉันต่อไปพอใจแล้ว”

 

          แต่กระนั้น แม้ท่านยังไม่ได้ทำให้พ่อแม่ถึงขนาดล้มตาย เพียงแต่ทุบตีให้เจ็บเท่านั้น บาปเป็นอนันตริยกรรม ไปเวียนว่ายเกิดอยู่ในนรกไม่รู้กี่ครั้งกี่หน จนกระทั่งเกิดมาศาสนาพระสมณโคดมจึงได้ชวนมาอุปสมบท ได้สำเร็จพระอรหันต์ พอได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว พอจวนท่านจะนิพพานก็ถูกโจรทุบเสียจนกระดูกแตก จนได้เข้าฌานประสานกระดูก เหาะมาทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อนิพพาน อันนี้คือเศษของกรรม เศษของกรรมที่มันยังเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย

 

          เรื่องของอนันตริยกรรมนี้มันเป็นกรรมหนัก ถ้าใครทำในชั่วชีวิตนี้ ชาตินี้เป็นอันหมดโอกาสที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน แต่ว่าชาติต่อ ๆ ไปนั่นไม่เป็นอุปสรรค เพราะฉะนั้น กรรมหนักที่เราควรระมัดระวัง อย่าประทุษร้ายพ่อแม่ของตน การประทุษร้ายนี้ ประทุษร้ายทุบตีทางกายหรือทำให้เจ็บช้ำ ประทุษร้ายทางใจ หมายความว่า ทำให้เจ็บอกเจ็บใจ หรือช้ำใจ หรือทำให้เสียใจ เพราะฉะนั้น ให้ถือคติเอาไว้ว่า ถ้าผู้ใดจะรักเคารพบูชาพ่อแม่ของตนจริง ๆ ในเมื่อท่านบอกว่า “อย่า”  แล้ว “หยุด” ทันที ถ้าหากสิ่งนั้นเรายังไม่พอใจ เอาไว้โอกาสหลังใจดี ๆ มาคุยกับท่าน เพื่อเอาอกเอาใจท่าน อันนี้เป็นหลักอันหนึ่งที่ชาวพุทธเราต้องยึดถือเป็นหลักในการปฏิบัติ อันนี้เป็นการปฏิบัติกับพ่อแม่

 

ตามหาแม่

 ตอนอายุ ๗ ขวบ ถามเขาว่าแม่อยู่ไหน เขาตอบว่าแม่ตายแล้ว

          เขาโกหกว่า แม่ตายแต่อายุ ๗ ขวบ ถามว่าทำไมถึงต้องโกหก ถ้าบอกว่าแม่ยังอยู่กลัวว่าเราจะไปตามหา หลวงพ่อจากแม่มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ เพิ่งไปค้นพบญาติเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ ตอนนั้นหลวงพ่ออายุ ๓๒ ปีถึงได้รู้ว่าโยมแม่ยังไม่ตาย เขามาบอกว่า แม่ท่านพึ่งตายไปได้ ๒ ปีนี้เอง ตอนนั้นเขาอพยพมาอยู่บ้านแก่งมะกรูด อำเภอชัยบาดาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ชัยบาดาลตรงที่มันเป็นทุ่งข้างถนนตัดผ่านไปม่วงค่อม มันเป็นดงหญ้าขึ้นท่วมหัว ยังนึกถึงพระคุณของยายพลับที่แกพาไปเจอน้า ก่อนไป ไปพักอยู่ที่เจ้าคณะอำเภอในอำเภอชัยบาดาล แล้วก็ไปติดต่อตำรวจ ตำรวจเขาบอกว่าเขาจะพาไป ก็เลยบอกว่าไม่ต้อง ขอความกรุณาให้ตำรวจนี่ส่งข่าวก็แล้วกัน เดี๋ยวเขามาเอง ทีนี้น้าแกก็กว้างขวางในวงข้าราชการ แกรู้จักหมด จัดเป็นนักเลงโตคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น ถ้าแขกต่างบ้านไปแล้ว ไปพักที่บ้านนายมี สบายนอนหลับสบาย ไปอากาศก็หนาว เจ้าคณะอำเภอก็ยากจน ไปก็มีแต่ไตรจีวร ท่านอุตส่าห์เปลื้องสังฆาฏิของท่านมาห่มให้ เดี๋ยวนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว อำเภอชัยบาดาลเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปเป็นอำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี

 

พบหลวงปู่มั่น

 ได้กราบหลวงปู่มั่นตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ

          หลวงพ่อเกิดที่สระบุรีต้องระหกระเหินมาถึงสกลนคร บ้านโคกพุทรา แต่หมู่บ้านแห่งนี้ก็เป็นที่ที่ปรมาจารย์แห่งวงกรรมฐานแวะเวียนธุดงค์ผ่านมาภาวนาอยู่บ่อยครั้ง และในเขตรัศมีไม่ห่างไกลกันนัก ก็เป็นดงช้างดงเสือ มีแม่น้ำลำธารเหมาะแก่การหลีกเร้นภาวนา เป็นที่สัปปายะสะดวกสบายสำหรับพระผู้ไม่ต้องการความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ซึ่งก่อให้เกิดกิเลส มีการคลุกคลี เป็นต้น หลวงพ่อจำได้ว่าเคยไปกราบพระอาจารย์มั่น ในงานศพอาจารย์สอน ที่วัดบ้านหนองดินดำ ตอนนั้นหลวงพ่ออายุเพียง ๘ ขวบ แต่ไม่ทราบว่าเป็นปี พ.ศ. เท่าใด คงจะประมาณ ๒๔๗๑-๒๔๗๒ อยู่ในระยะนี้

 

เฉียดตาย

 ไม้มันทับคอเรา เราเกือบคอหักตาย

          ชีวิตเด็กบ้านนอกมันต้องต่อสู้มาก วัน ๆ ทำแต่งาน ไม่มีเวลาไปวิ่งเล่นเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป ขี้เกียจขี้คร้านเขาดูถูกเหยียดหยาม กลางวันฤดูฝนต้องทำนา กลางคืนหาปู หาปลา หากบ หาเขียด นอนตื่นดึกลุกเช้า ลุกขึ้นมาตำข้าว ครกสมัยนั้นเป็นครกกระเดื่องใช้เท้าเหยียบขึ้นเหยียบลง ตื่นขึ้นมาตำข้าวเกือบจะทุกวัน จนชาวบ้านเขาพูดกันว่า “เสียงครกไอ้พุธมันตำข้าวอีกแล้ว พวกสูได้ยินไหม ถ้าได้ยินก็พากันตื่นได้แล้ว”

          เราเป็นเด็ก ๆ แต่ต้องทำงานแบบผู้ใหญ่ วันหนึ่งเรากับไอ้ใบเพื่อนกัน ตอนนั้นรู้สึกว่าอายุ ๙ ปี ๑๐ ปี ท่อนไม้มันหักขวางทางที่ทำนา แบกท่อนไม้ออก ไอ้ใบมันก็บอกเราว่า หามเอาดีกว่านา อย่าแบกเอา ถ้าแบกมันหนัก ไอ้เรามันแน่ใจในตัวเอง ก็พยายามแบกขึ้นบ่า ขึ้นบ่าได้แล้วเดินโซซัดโซเซ ขาฉวัดปัดเฉวียงล้มลง ไม้ทับคอ ไอ้ใบมันก็วิ่งมางัดออก ไม้มันทับคอเรา เราเกือบคอหักตาย นี้แหละชีวิตมันเป็นของไม่แน่นอนอย่างนี้ มีเกิดมันก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ มีตาย ชีวิตมันก็มีเท่านี้เอง

 

 งูเห่าเลื้อยข้ามตัว

          มีอยู่ครั้งหนึ่งไอ้เราก็ไปนอนอยู่ข้าง ๆ ลอมฟางกลางทุ่งนา เวลานอนก็เอาฟางมาปูนอน พอล้มตัวลงนอน งูเห่าตัวเบ้อเร่อมันเลื้อยมาข้าง ๆ แล้วก็เลื้อยข้ามตรงกลางตัวเราพอดี ทั้งกลัวทั้งสั่นแต่สติดี ไม่ขยับเขยื้อน ถ้าขยับเขยื้อนงูมันตกใจมันจะฉกเอาได้ มันก็ค่อย ๆ เลื้อยไปผ่านไป เราก็ดูอยู่ นี่พูดถึงเรื่อง สติ สมาธิ มันมีมาตั้งแต่น้อย ๆ แต่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเป็นสติเป็นสมาธิเพราะมันเกิดขึ้นเอง

 

ความยากลำบาก

 ไม่ใช่ทุกข์มากถึงไม่มีอยู่มีกินนะ

          หลวงพ่อพบอานิสงส์ของความยากลำบาก ไม่ใช่ทุกข์มากถึงไม่มีอยู่มีกินนะ นาเราก็มี ควายเราก็มีเกือบ ๑๐ ตัว แต่การได้ไปวิ่งเล่นเหมือนคนอื่นเขาไม่มี กินก็ต้องเป็นเวลา นอนเป็นเวลา มีอยู่ตอนหนึ่ง ขณะนั้นหลวงพ่อยังไม่ได้เข้าโรงเรียน ถูกงูพิษกัด ตอนนั้นเกือบจะตายไปเหมือนกัน กัดที่เท้า เท้าบวมเป่ง เจ็บปวดทรมานมาก เน่าจนเป็นหนองไหลเยิ้ม ต้องคอยให้น้อง (บัวลี) เช็ดให้ เลี้ยงควายด้วย มีควายที่เลี้ยงชื่อว่า “อีกิ้น” คือหางมันขาด ๆ วิ่น ๆ ด้วน ๆ ก็เลยเรียกมันว่าอีกิ้น เลี้ยงมันมาก็รักมัน มันก็ค้ำคูณดีออก ลูกดก

 

          ตอนเป็นเด็กทุกข์ยากลำบากเกือบตาย ก็มีเรื่องงูกัดนี้แหละ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็พออดพอทนได้ งูกัดในสมัยนั้น หยูกยาก็หายาก ที่หายได้นั้น ก็หายไปตามธรรมชาตินั้นเอง หายเพราะความอดความทน ไม่ได้หายเพราะหยูกยาอะไร มีรากไม้ใบไม้ก็นำมาฝนกินบ้าง ใช้ทาบ้าง

 

          ตอนนั้นเป็นเด็กเล็ก ๆ กลางวันก็ไปเกี่ยวข้าวช่วยอา เราก็เกี่ยวไปตามประสาเด็ก ๆ อาออกมาเจอเข้า ก็ดุด่าเอาว่า “ทำไม มึงเกี่ยวได้น้อยแท้”  ไอ้เราเป็นเด็ก เกี่ยวไปก็หกเรี่ยราดไป เพราะตอนนั้นมันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรจริง ๆ เป็นเด็กเล็ก ๆ แต่ต้องทำงานแบบผู้ใหญ่ ทำผิดพลาดก็ถูกแม่อาเขาดุด่าเอา

 

          ตอนเช้าเอาควายออกจากคอก ไปล่ามไว้กลางทุ่งนา ทุ่งนาห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร เสร็จแล้ว ถ้าเป็นฤดูทำนา ก็ไปช่วยเขาปักดำนา ถ้าเป็นฤดูเก็บเกี่ยวก็ไปช่วยแม่อาเขาเกี่ยวข้าว เวลาพลบค่ำกลับบ้านก็ไล่ควายกลับบ้านด้วย กลับไม่ได้กลับไปตัวเปล่า ต้องหาบฟืนกลับบ้านด้วย พอมาถึงบ้านเอาควายเข้าคอกเสร็จแล้ว ก็ตักน้ำหาบน้ำใส่ตุ่มใส่ไหไว้ให้เต็ม ถ้าภาระอย่างอื่นเสร็จก็นึ่งข้าว ก็มีอะไรทำอยู่เสมอ ๆ ไม่ได้ขาดจนกว่าจะได้มาออกบวช

 

 

แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์

 เปิดใบไม้ใบเดียวมีกบอยู่สี่ห้าตัว

          สมัยหลวงพ่อเป็นเด็กเป็นเล็ก ผืนแผ่นดินเรานี่ เหยียบไปตรงไหนมีแต่ของกิน จะกินกบ ไปเปิดใบพลวงออกมาใบเดียว กบอยู่ในนั้นมีอยู่สี่ห้าตัว เปิดใบไม้ใบเดียวมีกบอยู่สี่ห้าตัว ใบไม้ที่มันแช่น้ำปิดอยู่นั่น ใบใหญ่ ๆ เอาสุ่มไปครอบลงทีเดียวเอาปลามาแกงได้ แต่เดี๋ยวนี้แม่น้ำใหญ่ ๆ โต ๆ หาปลาจะดีดน้ำไม่มี คนที่อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำถึงคราวมันจะกินปลา มันก่อไฟต้มน้ำร้อนไว้แล้ว มันพายเรือไป เอาไม้พายตีน้ำพัวะ ๆ ปลามันกระโดดเข้าในเรือมัน ตีไม้พายสองสามทีเท่านั้น เอาปลามาแกงกินได้ทั้งครอบครัว เดี๋ยวนี้ทอดแหทั้งวัน ได้ปลาไม่พอครึ่งกิโล นี่บ้านเมืองมันเปลี่ยนแปลงไปหมดเวลานี้ อยากกินกบเลี้ยงกบกิน อยากกินปลาเลี้ยงปลากิน ไปหาเอาตามห้วยหนองคลองบึงอย่างเดิม ไม่ได้แล้วเวลานี้ ไปก็ไปเจอแต่มลพิษ

 

ความมุมานะของเด็กกำพร้า

 เกิดท้อถอยมาก็นึกถึงคำดูถูกดูหมิ่นของเพื่อนบ้านมากระตุ้นเตือน

          ชีวิตของเรามันดำเนินมาตามประสาของเด็กบ้านนอก ซึ่งไม่มีใครสนับสนุน กระเสือกกระสนมาด้วยลำแข้ง สมัยเป็นเด็กกำพร้าอนาถาอยู่กลางบ้าน จะขึ้นบ้านใครเขาก็ปิดประตู บางทีญาติผู้ใหญ่เห็นเราก็ดุฟู่ฟ่า ๆ เวลามันเกิดท้อถอยมา ก็นึกถึงคำดูถูกดูหมิ่น ของเพื่อนบ้าน มากระตุ้นเตือน เราจะมาทำลายตัวเองเพราะคนอื่นเขาดูถูกดูหมิ่นได้อย่างไร เราต้องเหนือกว่าเขา แล้วลงผลสุดท้าย มันก็มาเป็นอยู่อย่างนี้ มันก็เหนือกว่าเขาจริง ๆ กระโดดลงจากหลังควายมา มานั่งรถ... แล้วไปไหนมาไหนมีแต่คนยกมือไหว้ ชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศ นอกจากจะดังในประเทศแล้วมันยังดังไปถึงต่างประเทศ ทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้ไปต่างประเทศ เพื่อนฝูงมาชวนไปเผยแผ่ศาสนาต่างประเทศ มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าไม่ต้องไป หนังสือของท่าน เทปของท่านไปดังก้องโลก ชาวพุทธไปถึงไหน มันดังไปถึงนั่น ไม่ต้องไปให้มันเมื่อย..หลวงพ่อเอาสิ่งที่คนอื่น เขาลบหลู่ดูหมิ่น มาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนใจให้เกิดทะเยอทะยาน สอนตัวเองให้เป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูงในทางที่ดี ยิ่งมีใครมาดูถูกเหยียดหยามเท่าไร ยิ่งต้องกระตือรือร้นเอาชนะจิตใจเขาให้ได้

 

          พระที่เมืองโคราชนี้ สมเด็จพระธีรญาณฯ วัดจักรวรรดิ์ ฯ เป็นเด็กกำพร้ามาเหมือนอย่างหลวงพ่อเหมือนกัน อาศัยพี่สาวอยู่ พี่เขยก็รังแกข่มเหง พอเสร็จแล้วท่านก็ไปบวชเป็นสามเณร ไปเรียนหนังลือได้เปรียญ ๙ ประโยค เป็นเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส ในที่สุดได้เป็นสมเด็จฯ เพราะฉะนั้นเราต้องมีมานะ ต้องพยายามเอาชนะให้ได้

 

ชีวิตลำเค็ญ

 บางทีกินข้าวอยู่ดี ๆ เขาไล่ออกจากสำรับ

          ชีวิตของเด็กกำพร้านี้ไม่ต้องอธิบายก็ได้ มันไม่มีอะไรดี เพื่อนฝูงชาวบ้านเขาก็ดูถูกเหยียดหยาม โดยที่สุด แม้แต่ญาติผู้ใหญ่ของเราเอง เขาก็ยังไม่สนใจ หลวงพ่อนี้..ถึงขนาดที่ว่า บางทีกินข้าวอยู่ดี ๆ เขาไล่ออกจากลำรับ ก็ยังเคยมีเลย บางทีคล้าย ๆ ว่าเขากลั่นแกล้ง เวลาค่ำมืดให้เราไปต้อนวัวต้อนควายเข้าคอกคนเดียว ทีนี้เด็กอายุ ๑๒-๑๓ ปีนี่มันก็เกิดความกลัว แล้วบริเวณบ้านที่อยู่น่ะ มันป่าช้างดงเสือทั้งนั้น ถ้าเราชวนน้อง ๆ ไปด้วย เขาก็หาว่าเกี่ยง ใช้งานแค่นี้ไม่ได้ มึงหนีจากบ้านกู คุกเข่ากราบลงต่อหน้าที่ลานบ้าน ขอเวลาอีก ๖ เดือน เพราะตอนนั้นเรียนอยู่ประถม ๖ ยังเหลืออีก ๖ เดือนจะจบ

 

 

การศึกษา

 ครูยุคก่อนกับยุคนี้ก็ไม่เหมือนกัน

          พอเรียนจบแล้ว พอรู้ว่าสอบประถม ๖ ได้ เดินเข้าวัดเลย บวช หลวงพ่อจากบ้านไป ๖ ปี ไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้าน อาสะใภ้เวลาเขาคิดถึงเขาก็บ่น..เออ!!..เนาะ ใจดำขนาดนี้หลาน

 

          เข้าโรงเรียนครั้งแรกอายุ ๗ ขวบ (พ.ศ. ๒๔๗๑) เรียนที่ ร.ร.ประชาบาลวัดไทรทอง บ้านเล่า ต.ตาลเนิ้ง อ.สว่างฯ จ.สกลนคร สมัยนั้นเรียกอำเภอบ้านหัน ออก พ.ศ. ๒๔๗๙ จบ ป. ๖  (ในเมืองมี ป.๔ แล้วขึ้น ม.๑ แต่บ้านนอกก็ไม่มีมัธยม เขาเอาเกณฑ์ ๑๔ ปี) อาจารย์ที่เป็นอาจารย์สอนชื่ออาจารย์ชาย ตอนนั้นอายุท่านก็ประมาณ ๒๐ กว่า ๆ ในบรรดาเด็ก ๆ ไม่มีใครฉลาดเกินหลวงพ่อ รุ่นหลวงพ่อมีคนหนึ่ง ไปสอบ ป.๗ อายุน้อย หลวงพ่อ สอบ ป. ๖ ในช่วงที่เรียน ป.๕-ป.๖ ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนมีแต่สอนหมู่ เวลาอยู่ในห้องเรียน เราก็เป็นครู มันทำอะไรเราไม่ได้ เวลาออกมานอกห้องเรียน คนไหนถูกตี มักจะรุมชก บางทีมันด่า “บักครูคันนา บักครูขี้กระตืก”  (ขี้กระตืก ภาษาอีสานหมายถึง พยาธิ)

 


          ครูยุคก่อนกับยุคนี้ก็ไม่เหมือนกัน ครูยุคก่อนกับลูกศิษย์ลูกหานี้เหมือนพ่อเหมือนลูกกัน ลูกศิษย์จะไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร แห่กันไป ครูก็ไปคุ้มไปครองคอยดูแลสุขทุกข์เหมือน ๆ พ่อเหมือนลูก แต่เวลาจะลงโทษก็.. เอามา เอามายืนสอนอยู่หน้าที่ประชุม ทีนี้ไอ้พวกเจ้านักเรียนก็คล้าย ๆ จะสมน้ำหน้า ครูก่อนจะลงโทษนักเรียนนี่.. นักเรียนทั้งหลายเห็นสมควรจะลงโทษเฆี่ยนกี่ที นักเรียนเงียบ ๑๒ ที สมควรไหม....เงียบ!   ๖ ที สมควรไหม....เงียบ!   ๓ ทีสมควรไหม ยกมือพรึบ! มันกลัวว่าเวลาถูกทีมันมั่ง ทีนี้ถ้านักเรียนคนไหน.. ๑๒ ทีสมควรไหม ถ้ามันยกมือล่ะก็ เพื่อนมันนับไว้เลย พอไอ้เวรนั่นทำผิดละก็โดนหมู่ยกมือให้

 

เล่าเรื่องเพื่อนนักเรียน

          เมื่อก่อนนี้เพื่อนนักเรียนคนหนึ่ง สมัยหลวงพ่อเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถม ถูกเพื่อนอีกคนมันหาว่าขโมยดินสอดำ มันคุยมันบอกว่า หน้าอย่างกูไม่ขโมยดอกขนาดดินสอดำ ถ้ากูจะเป็นขโมย กูขโมยช้าง ถ้ากูจะเป็นนักปล้น กูจะปล้นธนาคาร กูจะขโมยรถยนต์ ดินสอดำกูไม่ขโมยหรอก เสียเกียรติ มันว่า.. เด็กน้อย มันว่า ไอ้เราเป็นเพื่อนกันก็ยังนึกขำ ๆ มาเดี๋ยวนี้มันเป็นไปได้แล้ว คนขโมยรถยนต์ ขโมยช้าง เมื่อก่อนขโมยวัวควายไปฆ่า เดี๋ยวนี้ขโมยไปได้จนกระทั่งช้าง ช้างแถวสุรินทร์เห็นไหม มีแต่ช้างงาด้วน ๆ

 

 

เรียนโรงเรียนวัด

 สมัยก่อนโรงเรียนอาศัยศาลาวัด

          หลวงพ่อเรียนหนังสือโรงเรียนวัดไทรทอง โรงเรียนหลวงพ่อนี่ วันโกนเรียนครึ่งวัน วันพระใหญ่หยุดเต็มวัน ไม่ได้หยุดวันเสาร์กับอาทิตย์เหมือนในเมือง เพราะสมัยก่อนโรงเรียนอาศัยศาลาวัด วันพระ พระต้องใช้ศาลาของท่านทำกิจกรรมทางศาลนา พวกเรานักเรียนนี่ก็ต้องหยุด เพราะท่านจะใช้สถานที่ของ ท่าน

เป็นครูตั้งแต่ ป. ๕

          หลวงพ่อได้รับเลือกให้เป็นครูตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ป. ๖  หลวงพ่อเป็นครูตั้งแต่ ป.๕ สมัยก่อนเขากำหนดให้เรียนถึงอายุ ๑๔ ปี เรียนจบไม่จบเขาให้ออก ทีนี้หลวงพ่อเรียนจบ ป.๔ แต่อายุ ๑๒ ปี เขาก็ให้เรียนต่อตามความสมัครใจ นับเป็น ป.๕ หลักสูตรต่างๆ เหมือนมัธยม ๑ แต่ไม่มีภาษาอังกฤษเพราะไม่มีครูสอน บางทีก็มีพระมาช่วยสอนด้วย ตอนเรียน ป.๕ ก็เป็นครูด้วย เป็นนักเรียนด้วย เวลาครูท่านให้เรียนวิชาอะไร ท่านก็มาอธิบายให้นิดหน่อย ส่วนใหญ่อ่านหนังสือเอาเอง เวลาสอนต้องสอนทุกวิชา โอ๊ย...มันจะไปยากอะไรระดับประถมนี้ สอนให้อ่าน สอนให้เขียน แล้วก็สอนให้ทำเลข... สมัยเรียนหลวงพ่อไม่มีวิชาใดเก่ง ไม่มีวิชาใดอ่อน แต่ไม่เก่งหมดทุกวิชา แต่ก็เอาตัวรอดได้ทุกวิชา รู้สึกว่าหลวงพ่อไม่เก่ง...แต่ก็มีสมาธิมาตั้งแต่เด็ก

 

 

นิมิตถึงพุทธพจน์กระตุ้นเตือน

 ร้องไห้ทำไม ก้อนหินมันจะกลิ้งมาทับหัว

          มันมีสิ่งประหลาดอยู่อย่างหนึ่งเท่าที่สังเกตมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ๆ เวลาเจ็บป่วยมาเมื่อไรนี้ จิตมันจะสว่างลงไป แล้วมันจะฝันเห็นเป็นก้อนหินกลิ้งมาทาง ๔ ทิศ มันจะมาบดเอา แล้วตกใจร้องทุกที ประเดี๋ยวร้อง ๆ เวลาตื่นขึ้นมา อาแกถามว่า

          “ร้องทำไม”

          “ก้อนหินจะทับหัว”

          จนแกรำคาญ “หินมีดโต้ข้านี้จะสับหัวแก ทีหลังอย่าร้องซิ”

          “ไม่ได้ตั้งใจร้อง มันร้องเอง ถ้ารู้ตัวอยู่ใครจะไปร้อง”

 ทีนี้พอมาได้เรียนแปลบาลี ไปเจอ ปพฺพโตปมคาถา

 ยถาปฏิเสลา วิปุลา        นภํ อาหจฺจ ปพฺพตา

 สมนฺตา อนุปริเยยฺยุ       นิปฺโปเถนฺตา จตุทฺทิสา

 เอวํ ชรา จ มุจฺจุ จ         อภิวตฺตนฺติ ปาณิโน ฯ
 

          แปลความหมายว่า ภูเขาทั้งหลาย ล้วนแล้วด้วยหิน อันไพบูลย์ สูงจรดฟ้า กลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ ให้แหลกลาญไปแม้ฉันใด มัจจุราชคือความแก่และความตาย ย่อมบดขยี้ครอบงำสัตว์ทั้งหลายให้แหลกละเอียดไปฉันนั้นฯ

 

          ทีนี้พอมาแปลหนังสือนี้ แปลบาลี พอมาเห็นพระสูตรนี้ มันก็ยิ่งภูมิใจใหญ่ จึงนึกว่าตัวเองนี้มีอดีต ไม่งั้นมันคงไม่เป็นอย่างนี้

 

 

เป็นเพื่อนกับท่านอาจารย์วันสมัยเป็นเด็ก

 ท่านบวชก่อนแต่ในปีเดียวกัน ท่านบวชก่อนเดือน

          อาจารย์วัน (วัน อุตฺตโม) นี่เล่นกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก อยู่คนละบ้าน อาจารย์วันอยู่บ้านตาลโกน แต่นาท่านอยู่ติดหมู่บ้านเรา เอาควายเอาวัวไปเลี้ยง.. ด่าเก่ง.. ท่านบวชก่อน แต่ในปีเดียวกันนั่นแหละ ท่านบวชก่อนเดือน ไม่เคยได้จำพรรษาร่วมกัน หลวงพ่อบวชแล้วก็หนีมาเมืองอุบลฯ ไม่ได้เจอใครอีกแล้ว มาเจอกันตอนบวชเป็นพระแล้ว

 

          สมัยที่หลวงพ่อยังเป็นเด็กอยู่ อาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า ท่านขึ้นไปบนภูเขาตรงวัดอาจารย์วันนี้แหละ แถวนั้นเขาเรียกว่าถ้ำพระ ในถ้ำนั้นมันมีพระพุทธรูปเงิน พระพุทธรูปทอง ท่านขึ้นไปไหว้พระ ท่านไปเห็นพระธุดงคกรรมฐาน นอนตายที่พลาญหิน บาตรตั้งเอาไว้ทางด้านศีรษะ แล้วผ้าครองของท่านก็ตั้งวางอยู่ ร่างกายของท่านนอนห่มจีวรอยู่ แต่กะโหลกหลุดออกมาจากกันแล้ว โดยไม่มีใครไปพบ ทีนี้ท่านอาจารย์ไปเห็นเข้า ท่านก็เลยหาฟืนหาอะไรมาทำฌาปนกิจศพ แล้วเก็บเอากะโหลกท่านไปเก็บเอาไว้ในถ้ำ นั้นเรียกว่าท่านยอมตาย เมื่อก่อนนี้มันมีแต่ป่าช้าดงเสือทั้งนั้น แล้วทีนี้พระตายแล้วสัตว์ไม่ไปกิน ก็คงเป็นเพราะบารมีของท่าน อย่างน้อยอีแร้ง อีกา จะต้องมาจิกกิน อันนี้ทุกสิ่งทุกอย่างยังปกติอยู่ แต่ว่ากระดูกหลุดออกจากกันเป็นท่อน ๆ

 

ความยุติธรรมบนแผ่นดิน

เพราะฉะนั้นผู้ปกครองต้องมีจิตใจเที่ยงธรรม

          สมัยหลวงพ่อเป็นเด็กน้อยนี้ เรียนหนังสืออยู่ประถม ๖ ไปเห็น ปี้ คือใบเสร็จ ใบเสียส่วยรัชชูปการของอา เมื่อก่อนนี้ราษฎรทั้งหลายนี้เสียเงินรัชชูปการเพียง ๓ บาท แต่ละรายหัวชายฉกรรจ์ ไปอ่าน อยู่ในนั้น นายเคียบ อินหา สัญชาติลาว บังคับไทย นี้ยังเป็นอยู่นะ เปลี่ยนการปกครองสมัย พ.ศ. ๒๔๗๕ ในสมัยที่พระยามโนปกรณ์ฯ เป็นนายก หรือพระยาพหลฯ เป็นนายก ก็ยังสัญชาติลาว บังคับไทยอยู่ พอมาถึงสมัยของ จอมพล ป. แก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ คนไทยมีหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยก จึงลบคำว่าสัญชาติลาว บังคับไทย มีแต่สัญชาติไทย บังคับไทย นับถือพระพุทธศาสนา

 

          ... ใครไปซื้อหนังสือ ติโต้ ที่ในหลวงทรงแปลออกมา นั่นจะรู้ข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมือง ทำอย่างไรประชาชนคนไทยจะเข้าใจกันกว่า เราคือสายเลือดเดียวกัน นี้ปัญหาใหญ่มันอยู่ตรงนี้ ถ้าหากยังรู้สึกแบ่งแยกกันอยู่แล้ว ถึงบางยุคบางสมัย เด็กเล็กมันมีการศึกษาดีขึ้น วะ..กูนี่ลาว กูนี่แขกมลายู กูบ่แม่นคนไทยนี่หว่า ประเดี๋ยวมันก็ก่อการปฏิบัติแบ่งแยกดินแดนขึ้นมา บ้านเมืองก็วุ่นวายใหญ่ เลยล่ะ

          เพราะฉะนั้นผู้ปกครองต้องมีจิตใจเที่ยงธรรม หนังสือติโต นี่เป็นประวัติศาสตร์ของเชคโกสโลวาเกีย เชคโกสโลวาเกียประกอบด้วยคนหลายสัญชาติ ประกอบขึ้นเป็นประเทศ ยุคใดที่ผู้ปกครองไม่เที่ยงธรรม ราษฎรจะกระด้างกระเดื่อง ก่อการปฏิบัติขึ้นมา ทีนี้พอมานึกถึงเมืองไทยเรานี้ อีสานทั้งหมดเดิมก็เป็นลาว ตั้งแต่ศรีสะเกษ จนกระทั่งจรดจังหวัดตราด จรดทะเล ก็เป็นเขมร ทางภาคเหนือก็เป็นไทยใหญ่ ซีกตะวันตกแถบทะเลอันดามันก็เป็นพม่า กะเหรี่ยง ใจกลางของประเทศก็คือมอญ แขกครัว ทางใต้ก็แขกมลายู ชาวมาเลย์เซีย บ้านเมืองเราก็ประกอบด้วยคนหลายสัญชาติ ประกอบกันขึ้นเป็นประเทศ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศจะพึงทำ คือให้ความยุติธรรมเท่าเทียมกัน

 

ความใฝ่ฝัน

รถเก๋งคันไหนผ่านมา..กูจะขี่มันให้ได้

           ไอ้เรื่องรถยนต์รถเก๋งนี่ ใจมันทะนงตั้งแต่เป็นเด็ก รถเก๋งคันไหนผ่านมา..กูจะขี่มันให้ได้ จนกระทั่งให้เขาซื้อเด็กขี่ควายตั้งไว้ดู หลวงพ่อให้คนไปซื้อรูปปั้นเด็กขี่ควายมาไว้ในกุฏิที่วัดป่าสาลวัน ดู..กลัวมันจะลืมความหลัง เอาไว้กระตุ้นเตือนใจ กลัวมันจะลืมความหลัง

 

อดีต สุขทางใจ ปัจจุบัน สุขทางวัตถุ

 สุขอิงวัตถุสิ่งของ ไม่ใช่ความสุขที่เกิดขึ้นจากจิตจากใจจริง ๆ

          สมัยหลวงพ่อหนุ่ม ๆ น้อย ๆ อยู่ วัตถุไม่ค่อยมีมาก แต่สมัยก่อนมีความร่มเย็นเป็นสุขมากกว่าสมัยปัจจุบันนี้ ที่มีวัตถุมาก ๆ ในสมัยก่อนมันร่มเย็นเป็นสุขมากกว่าสมัยปัจจุบันนี้ แม้แต่ความเป็นอยู่ของชาวบ้านโดยทั่ว ๆ ไป ยกตัวอย่างเช่น กรณีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกระหว่างพี่น้อง ถ้ามีการขัดผลประโยชนขึ้นมา คนเฒ่าคนแก่เขาประชุมกัน วินิจฉัยตัดสินความกลางบ้านกัน ไม่เคยถึงโรงถึงศาลกัน ก็รู้สึกว่าเขาอยู่กันอย่างสงบ ถึงแม้ว่าในด้านวัตถุ ในด้านวิทยาศาสตร์จะไม่เจริญก็ตาม แต่ก็รู้สึกว่าเขาอยู่เย็นเป็นสุขสงบ สบายดี

 

          ทีนี้ถ้าจะเทียบกับความเป็นอยู่ของคนในปัจจุบันนี้ คนในปัจจุบันนี้อาจจะเก่ง อาจจะมีความสามารถเหนือกว่าคนในสมัยนั้น แต่เข้าใจว่าหาความสุขได้น้อยมาก คนในสมัยก่อน สมัยโบราณนี้ มันจะเป็นความสุขทางใจมากกว่า แต่มาปัจจุบันนี้มีแต่ความสุขอิงอามิส อิงวัตถุ เรียกว่าอามิสสุข สุขอิงอามิส สุขอิงวัตถุสิ่งของ ไม่ใช่ความสุขที่เกิดขึ้นจากจิตจากใจจริง ๆ

 

ตั้งปณิธาน

 “เราจะบวชตลอดชีวิต”

          ก่อนจะได้บวชเณรมันก็คิดขึ้นมาเอง คิดตามประสาเด็ก ๆ แต่ก็มีหลักธรรมอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว จิตมันก็คิดขึ้นมาว่า

 

          “เออ! นี่เราเกิดมาคนเดียว ในท้องพ่อท้องแม่ของเรานี้ มีเราคนเดียว พี่น้องก็ไม่มี ถ้าเราอยู่เป็นฆราวาส ถ้าเรามีลูกมีเต้า ถ้าพ่อมันก็ตาย แม่มันก็ตาย ใครหนอจะเอาลูกเรามาเลี้ยง อันนี้พ่อแม่เราตาย ปู่ย่า ตายาย พี่น้อง อา ป้าลุง ของเราก็ยังมี เขายังอุตส่าห์เก็บเอาเรามาเลี้ยง แต่นี้เราตัวคนเดียว ใครจะมารับผิดชอบลูกเต้าของเรา”

 

          ตั้งแต่บัดนั้นมา เราก็ตั้งปณิธานว่า “เราจะบวชตลอดชีวิต” ตอนที่ไปบวชนั่นอายุย่าง ๑๕ ปี เพิ่งเรียนจบประถมปีที่ ๖ ประถมปีที่ ๖ สมัยนั้นไปเป็นครู เป็นข้าราชการก็ไปได้ ทีนี้ครูเขาก็ชวนให้เป็นครูสอนอยู่ในโรงเรียน เขาจะวิ่งเต้นช่วยบรรจุให้ หลวงพ่อก็บอกว่า ได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไปบวช

 

          ที่หลวงพ่อบวชนี้เพราะหลวงพ่อคิดว่ามีความทุกข์ โลกนี้มีแต่ความทุกข์ จึงแสวงหาทางพ้นทุกข์ ความรู้สึกมันเป็นเช่นนั้นในขณะนั้น แต่ว่าความรู้สึกทุกข์ทรมานตามความรู้สึกสามัญสำนึกธรรมดามันมีอยู่ตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสามา คือความรู้สึกน้อยอกน้อยใจว่า เราขาดพ่อขาดแม่ ขาดความอบอุ่น แม้แต่ไปเล่นกับเพื่อนบ้าน บางทีเขาก็โมโหให้ บางทีเขาก็ด่า “ไอ้ลูกไม่มีพ่อแม่สั่งสอน” อะไรทำนองนั้นมันก็รู้สึกกระทบกระเทือนจิต มีความรู้สึกอยู่เช่นนั้นตลอดมา จนกระทั่งบวชเณร

 

          สมัยเด็ก ๆ หลวงพ่อเคยเหงาเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับทุกข์ มันไปเหงาตรงที่ว่าพอได้ยินคนข้างบ้านเขาเอิ้น (เรียก) แม่ พ่อ ล่ะเหงาทันที เราไม่มีพ่อแม่เรียกกับเขา

 

อุปัฏฐากครูบาอาจารย์

 รับใช้ท่านพระครูโพธิภูมิไพโรจน์ (หมุน โพธิญาโณ)

          ก่อนบวชได้เข้ามาปฏิบัติรับใช้ท่านพระครูโพธิภูมิไพโรจน์ (หมุน โพธิญาโณ) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดอินทสุวรรณ เป็นวัดทางฝ่ายมหานิกาย แต่มีข้อวัตรปฏิบัติเคร่งครัดตามแบบพระป่า เพราะท่านอาจารย์หมุนได้ศึกษาอบรมและได้แนวทางปฏิบัติมาจากท่านอาจารย์เสาร์ อาจารย์มั่น วัดอินทสุวรรณแห่งนี้เป็นวัดบ้านก็จริงแต่เป็นรมณียสถาน เหมาะแก่การประพฤติปฏิบัติสมณธรรมอย่างยิ่ง มีพระธุดงคกรรรมฐานแวะเวียนมาบ่อยครั้ง เจริญรุ่งเรืองทั้งทางด้านปริยัติและปฏิบัติ เป็นสถานที่บูรพาจารย์ มีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เป็นต้น เคยธุดงค์ผ่านมาอาศัยวิเวกพักพิงเป็นครั้งคราว ได้แนะนำสั่งสอนให้ชาวบ้านเลิกนับถือผี ให้หันเหจิตใจเข้าสู่พระไตรรัตน์ วัดอินทสุวรรณจึงเป็นแผ่นดินธรรมแห่งหนึ่งในอดีต

 

 

บวชเณรครั้งแรก

ชั่วชีวิตนี้จะไม่กลับมาใส่กางเกงอีก

          บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๑๕ ปี ที่วัดอินทสุวรรณ บ้านโคกพุทรา ตำบลตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูพิบูลย์ธรรมขันธ์ เจ้าคณะอำเภอสว่างแดนดิน เป็นพระอุปัชฌาย์ การบรรพชาครั้งนี้เป็นการบรรพชาในคณะมหานิกาย ได้ศึกษาทางด้านปริยัติธรรม จนสอบได้นักธรรมตรีในปีนั้น

 

          ตอนนั้นไปบวช อุปัชฌาย์คือพระครูวิบูลย์ธรรมขันธ์ เจ้าคณะอำเภอในเขตสว่างแดนดินมีพระอุปัชฌาย์ ๒ องค์ เมื่อก่อนอุปัชฌาย์ไม่ได้ดาษดื่นเหมือนอย่างเดี๋ยวนี้ เวลาจะบวชก็ต้อง โน่น...รวมกันเยอะๆ แล้วก็ไปบวช โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมยุตมีเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม) เป็นอุปัชฌาย์องค์เดียว

 

          สกลนครนี้ต้องไปบวชที่อุดร ฯ ที่นครพนมก็มีหลวงปู่จันทร์ ใครอยู่ใกล้ทางไหนก็ไปบวชทางนั้น เวลาไปบวชแต่ละที ต้องรวมนาคเป็น ๑๐ ๒๐ ๓๐ แห่กันไป แต่ว่า สมัยก่อนนี่ญาติโยมที่เอาลูกเอาเต้าไปฝากฝังครูบาอาจารย์ ฝากแล้วเขาไม่ยุ่งด้วย เครื่องบวชอะไรนี่ ครูบาอาจารย์เห็นสมควรแล้วท่านจัดให้ แต่จะต้องบวชเป็นตาผ้าขาวฝึกอบรมอยู่อย่างน้อย ๑ ปี จึงจะได้บวช

 

          พอวันไปบวช เครื่องแต่งตัวชุดที่ใส่ไปบวช พอผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวออก พับ ๆ แล้ว ยื่นให้ลูกศิษย์พระอุปัชฌาย์ แล้วบอกกับเขาว่า

 

          “นี่ เพื่อน เอาเสื้อกางเกงชุดนี้ไปใส่แทนเราด้วย เราจะไม่ย้อนกลับมาใส่มันอีกแล้วชั่วชีวิตนี้”

 

          เสร็จแล้วก็โกนผม ตอนนั้นผมเรายาว ๆ ยังเป็นผมจุกอยู่ ตอนนั้นเป็นนักเรียน เขายังนิยมไว้ผมจุก เสร็จจากโกนผมแล้วเราก็เข้าโบสถ์ บวชด้วยจิตใจที่รู้สึกโปร่งสบายหายอึดอัด มันคล้าย ๆ กับว่า ชีวิตเรากำลังเดินทางโดยถูกต้อง

 

          เมื่อได้บวชเณร ด้วยความที่ได้เห็นทุกข์ในชีวิตจนแจ่มชัด พิจารณาว่า

 

          “เราเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ เมื่อสิ้นท่านก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ต้องต่อสู้ทุกข์ทนลำบากมากมาย ถ้าเราเกิดมีทายาทเขาอาจต้องประสบทุกข์เช่นนี้ก็ได้”

          ดังนั้น เมื่อตั้งปณิธานว่า “ขึ้นชื่อว่าทายาทจะไม่ให้มี” หลังจากทำพิธีบวชเสร็จได้แจกเสื้อกางเกงให้เพื่อน ๆ ด้วยความตั้งใจว่า “ชั่วชีวิตนี้เราจะไม่กลับมาใส่กางเกงอีก” ความคิดที่จะลาสิกขาจึงไม่เคยมีอยู่ในจิตใจของเรา

 

เป็นเณรเทศน์ครั้งแรก

เรื่องพระเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร

          ในสมัยพุทธกาลนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์จึงได้เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นพระอรหันต์ พระบรมวงศานุวงศ์และชาวเมืองได้ออกมารับเสด็จกันมากมาย มีพระบรมวงศานุวงศ์บางท่านไม่ทำความเคารพในพระองค์ พระบรมศาสดาได้ทรงเห็นอาการของพระญาติวงศ์กระด้างกระเดื่องเช่นนั้น จึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์โดยเสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ และเปล่งฉัพพรรณรังสี

 

          พระราชบิดาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงกราบไหว้พระราชโอรส และพระญาติวงศ์ทั้งหลายก็กราบไหว้ตาม ๆ กัน ขณะนั้นได้เกิดเมฆตั้งเค้ามืดครึ้มขึ้น แล้วเกิดฝนเรียกว่า “ฝนโบกขรพรรษ” ตกลงมา ฝนนี้มีน้ำเป็นสีแดง ใครปรารถนาจะให้เปียกก็เปียก ถ้าใครไม่ปรารถนาจะให้เปียกก็ไม่เปียก เมื่อคนทั้งปวงเห็นดังนั้นก็แปลกใจมาก ภิกษุทั้งหลายต่างพากันสนทนาถึงสิ่งมหัศจรรย์ ว่าคงเป็นพุทธานุภาพของพระพุทธองค์แน่นอน

          พระบรมศาสดาจึงได้ตรัสว่า ฝนนี้ เรียกว่าฝนโบกขรพรรษ หาได้เกิดขึ้นเพียงครั้งนี้ครั้งเดียวไม่ ในกาลก่อน ครั้งทรงเป็นพระโพธิสัตว์ ฝนนี้ก็ได้ตกมาแล้วในหมู่สมาคมพระญาติ พระภิกษุทั้งหลายจึงได้ทรงวิงวอนให้พระพุทธองค์ตรัสเล่า พระองค์จึงตรัสพระชาติดังกล่าวคือ “พระเวสสันดร” ให้พระภิกษุและพระประยูรญาติฟัง

 

          เนื้อเรื่องเดิมของเวสสันดรชาดก มีมาในพระบาลี เป็นพระพุทธวจนะแท้ ความที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกบาลีนั้นอยู่ในรูปคาถา คือคำร้อยกรอง ต่อมาบรรพบุรุษของเราทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรได้เห็นพ้องต้องกันว่า เวสสันดรชาดกเป็นเรื่องที่เหมาะสมจะเชิดชูขึ้นเป็นหลักประธานในการเสริมสร้างอัธยาศัยของคนในชาติ จึงได้มีการแปลเวสสันดรชาดกออกสู่ภาษาไทย ตั้งแต่ยุคสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี

 

          ครั้นมาในยุคกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้โปรดเกล้าให้ประชุมบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่งเวสสันดรชาดกเป็นคำกลอน ความในพระราชพงศาวดารจดหมายเหตุกล่าวไว้ว่า ได้กระทำเมื่อ ปีขาล จุลศักราช ๘๔๔ ตรงกับพุทธศักราช ๒๐๒๕ ทั้งนี้ก็ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะโน้มน้าวจิตใจของประชาชนพลเมืองให้สนใจในเวสสันดรชาดกมากยิ่งขึ้น ต่อมาในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ระหว่างพุทธศักราช ๒๑๔๔-๒๑๗๐ ก็ได้โปรดให้แต่งมหาชาติคำหลวงขึ้นอีกชุดหนึ่ง

          น่าสังเกตว่าเวสสันดรชาดกนั้น เป็นที่ทรงเลื่อมใสและเลื่อมใสของบุคคลชั้นนำของชาติไทยอย่างที่สุด เพราะเรื่องราวในเวสสันดรชาดกนั้นมีคุณค่าประดุจเพชรเม็ดงาม ที่สามารถนำไปประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ทุกระดับ เป็นตัวอย่างแห่งการปฏิบัติราชการตลอดจนการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ คือ

          สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔, เจ้าพระยาพระคลัง (หน), สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์, พระเทพโมลี (กลิ่น),พระยาธรรมปรีชา (บุญ), ขุนวรรณวาทวิจิตร เป็นต้น

 

          บทพระราชนิพนธ์และบทประพันธ์เหล่านั้น กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้เป็นหนังสืออ่านกวีนิพนธ์แทบทั้งสิ้น อนึ่งคำว่า “ชาดก” หมายถึงเรื่องราวในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ หาใช่นิยาย หรือนิทานปรัมปราดังบางท่านเข้าใจไม่

 

          ชาดกนั้นมีทั้งสิ้น ๕๕๐ ชาดก เรื่องยาวมี ๑๐ เรื่องที่เรียกว่า “พระเจ้าสิบชาติ” จัดอยู่ในคัมภีร์มหานิบาตพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย

 

          การเทศน์มหาชาติ จัดเป็นพระราชพิธีประจำปี คือ ระหว่างเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ และเดือนอ้าย

 

          ถือกันว่าใครได้ฟังเทศน์มหาชาติจนครบทุกกัณฑ์ จะได้รับอานิสงส์ยิ่งใหญ่ แม้น้ำมนต์ที่ตั้งไว้ในพิธีเทศน์ก็เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ อาจชำระล้างอัปมงคลทั้งปวงได้ ธงชัย กล้วย อ้อย และสิ่งของที่เข้าพิธีเทศน์มหาชาติก็เชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์

 

          ความนิยมเทศน์ ก็นิยมกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา เดิมแต่งเป็นภาษามคธมีคาถาพันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “พระคาถาพัน” ปัจจุบันแต่งเป็นร่ายยาว พิธีเทศน์ของราษฎร นิยมทำในวันออกพรรษา (เดือน ๑๑) นิยมฟังให้จบในวันเดียว แต่ปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสะดวก ไม่ใคร่ถือฤดูกาลเป็นเกณฑ์ เช่นแต่ก่อน

 

          เครื่องกัณฑ์เทศน์ ประกอบด้วยส้มสูกลูกไม้ ขนม และกล้วย อ้อย เป็นพื้น และมีขันเรียกว่า “ขันประจำกัณฑ์” สำหรับเจ้าภาพติดเครื่องกัณฑ์ และคนที่ไม่ใช่เจ้าภาพนำเงินมาใส่ขันนั้น เมื่อถึงกัณฑ์ของใครก็ไปประจำอยู่ในที่ใกล้พอสมควรกับพระเทศน์ สถานที่ที่จะเทศน์มักเอาต้นกล้วยอ้อยมาประดับตกแต่ง บางทีก็มี นกใส่กรง ปลาใส่อ่าง ทั้งนี้ เพื่อให้คล้ายกับท้องเรื่องที่เกี่ยวกับป่าและมีฉัตรธงปัก เพื่อแสดงว่าเป็นเรื่องของกษัตริย์

 

          อนึ่งเจ้าของกัณฑ์มักเตรียมเอาธูปเทียนเท่ากับคาถาประจำกัณฑ์เช่น กัณฑ์ทศพรมี ๑๙ คาถา ก็นำธูปเทียนมาอย่างละ ๑๙ ดอก เมื่อจบกัณฑ์จะประโคมเพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์รับ

 

 

สามเณรพุธเทศน์กัณฑ์กุมาร

ความย่อ... ตอนว่าด้วยชูชกเข้าเฝ้าทูลขอสองกุมารกัณหา ชาลี

          ชูชกไปถึงสระโบกขรณีเวลาจวนค่ำมองเห็นช่อฟ้าอยู่ลิบ ๆ แต่มาคิดเห็นว่า ถ้าจะเข้าไปทูลขอกัณหา ชาลี ในเวลาที่นางมัทรีอยู่เห็นจะไม่ได้ รอไว้รุ่งขึ้นให้พระนางออกไปป่าเสียก่อนดีกว่า เพราะธรรมดาสตรีมักจะมีนิสัยเหนียวแน่น เมื่อสามีจะทำทานมักทำลายเสีย คิดเช่นนั้นแล้วชูชกจึงปีนขึ้นไปนอนบนชะง่อนเขาเพื่อให้พ้นภัยจากสัตว์ร้ายในคืนวันนั้น

 

          พระนางมัทรีทรงพระสุบินนิมิตว่า มีบุรุษกำยำล่ำสันคนหนึ่งถือดาบพังประตูเข้ามาแล้วตัดแขนควักนัยน์ตา และแหวะอกควักเอาดวงใจ พระนางตกใจตื่นขึ้นรีบเสด็จไปเฝ้าพระเวสสันดรขอให้ช่วยทำนายฝัน

 

          พระเวสสันดรทรงทราบเหตุว่า วันรุ่งขึ้นจะมียาจกมาขอกันหา ชาลี ครั้นจะทำนายไปตามจริง ก็กลัวพระนางมัทรีจะไม่ยอมจากสองกุมาร จึงทำลายโดยโวหารกลบเกลื่อนเสียว่า การที่ฝันเช่นนี้ก็เพราะแต่ก่อนนางได้รับความสุขสบาย ครั้นมาตกทุกข์ได้ยาก ธาตุทั้งสี่วิปริตไปจึงได้สุบินนิมิตผิดประหลาดเช่นนั้น พระนางมัทรีก็ยังไม่ไว้วางพระทัย

          ครั้นรุ่งขึ้นพระนางก็ปลุกกัณหาชาลีขึ้นสรงน้ำให้ แล้วรำพันสั่งสอนและพามาฝากฝังแก่พระเวสสันดร เมื่อเสร็จแล้วก็ไปหาผลไม้ในป่า

 

          ฝ่ายชูชก ครั้นรุ่งขึ้นเช้าก็เดินทางไปยังพระอาศรมพระเวสสันดร เมื่อพระเวสสันดรเห็นก็ให้ชาลีและกันหาออกไปเชิญเข้ามา ชูชกจึงขู่เด็กทั้งสองเพื่อให้กลัว โดยคิดว่า เมื่อขอไปได้แล้วจะได้ใช้สอยง่าย ก่อนที่ชูชกจะทูลขอพระชาลี-กัณหาจากพระเวสสันดร ได้พูดหว่านล้อมชักเอาแม่น้ำทั้งห้า (คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหิ) เข้ามาเปรียบน้ำพระทัยอันเต็มไปด้วยความกรุณาของพระเวสสันดรเสียก่อน แล้วจึงขอต่อภายหลัง

 

          พระเวสสันดรขอให้รอพระนางมัทรีก่อน ชูชกว่าไม่ได้ เพราะวิสัยสตรีย่อมมีความเสียดายที่ไหนจะยอมให้ พระเวสสันดรจึงขอให้ชูชกไปสู่สำนักพระเจ้ากรุงสญชัย เพื่อจะได้รับพระราชทานทรัพย์สมบัติ แต่ชูชกทูลว่าไม่ได้ เพราะพระเจ้ากรุงสญชัยจะหาว่าล่อลวงเอาพระราชนัดดาไป อาจจะต้องโทษ ดังนั้น จึงขอพาสองกุมารไปสู่เมืองกลิงคราษฎร์เสียในวันนี้ทีเดียว

 

          เมื่อกัณหา-ชาลีได้ทราบดังนั้นก็กลัว จึงพากันหนีไปซ่อนอยู่ในสระบัว เวลาลงก็ถอยหลังลงไป แล้วเอาใบบัวมาบังตัวเสียเพื่อมิให้เห็น

 

          ครั้นชูชกแลหาไม่เห็นสองกุมารก็แกล้งตัดพ้อพระเวสสันดรว่า พยักหน้าให้ลูกหนีและหาว่าพูดจาตลบตะแลงต่าง ๆ พระเวสสันดรจึงออกตามรอยเท้าไปถึงสระก็ทรงทราบว่า สองกุมารอยู่ในสระหัวนั้น จึงตรัสเรียกให้ขึ้นมา โดยรำพันว่า เราเป็นลูกกษัตริย์ ไม่ควรให้ใครมาติเตียนได้ และกล่าวเปรียบเทียบสองกุมารเป็นสำเภา ซึ่งจะนำพระองค์ให้ไปถึงพระนิพพาน ขอให้ขึ้นมาช่วยยกปิยบุตรทานด้วย พระชาลีก็ขึ้นมา พระองค์จึงตรัสเรียกแก้วกัณหา แก้วกัณหาก็ขึ้นมา

 

          สองกุมารกอดพระบาทพระบิดา แล้วทั้งสามกษัตริย์ก็ทรงกันแสง พระเวสสันดรจึงคาดค่าสองกุมารแล้วมอบให้เป็นทานแก่ชูชกไป ขณะนั้นก็บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินไหว ฝูงสัตว์ต่างพากันแตกตื่น เขาพระสุเมรุก็เอนเอียง น้ำในมหาสมุทรก็บันดาลฟุ้งเป็นฟองฝอย พญานาคขึ้นมาลอยอยู่บนผิวน้ำ พญาครุฑบินขึ้นเล่นลมบ้าง อากาศเกิดวิปริตและฝนตก เทวดาทั้งหลายพากันอนุโมทนา

 

          เมื่อชูชกได้รับพระราชทานสองกุมารแล้ว ก็เฆี่ยนตีต่อหน้าพระเวสสันดร พระองค์ก็ทรงนิ่งเสีย พระชาลีจังหันหน้ามาปรับทุกข์กับกัณหา และเมื่อถูกชูชกเฆี่ยนตีมาก ๆ เข้า สองพระกุมารก็รำพันถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบิดามารดากับบุตร

 

          พระเวสสันดรเมื่อได้ยินคำรำพัน ประจวบกับเห็นเหตุการณ์ที่รุนแรงเช่นนั้น ก็เกิดโทสะคิดจะฆ่าชูชกเสีย เพราะชูชกตีสองกุมารต่อหน้าพระองค์โดยมิได้ยำเกรง และเปรียบชูชกเหมือนเบ็ด พระองค์ดุจปลา ลองกุมารดุจน้ำ พระโพธิญาณเปรียบประดุจไซ ว่าชูชกทำเช่นนั้นเหมือนกับพรานเบ็ดมาตีปลาหน้าไซ กระทุ่มน้ำให้ปลาตื่น คือไม่ให้พระองค์อันเป็นเสมือนปลาเข้าไปยังไซ คือ พระโพธิญาณ แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงระงับโทสะเสียได้ ชูชกจึงพาสองกุมารและเฆี่ยนตีเรื่อยไป พอเวลาพลบค่ำย่ำสนธเยศ พราหมณ์ก็พาสองดรุณเยาวเรศ ล่วงลับประตูป่าโดยประการดังแสดงมาฉะนี้แล

 

หน้าก่อนนี้    หน้าต่อไป


แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2012 เวลา 04:23 น. )
 
 


Joomla 1.5 Templates by Joomlashack