A Free Template from Joomlashack

A Free Template from Joomlashack

แบบสำรวจ

ท่านกำลังใช้ระบบปฏิบัติการ (OS) อะไรอยู่ ?
 

Search

ผู้เข้าเว็บขณะนี้

เรามี 123 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ตอนที่ 6 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 07:52 น.

หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย 

ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ๖

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)

ณ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓

 

 

มรณนิมิต

ในที่สุดกระดูกมันก็แหลกละเอียดเหมือนกับขี้เถ้าโปรยอยู่ในดินทราย

          พอขาดปั๊บร่างกายหายหมด ยังเหลือแต่จิตดวงเดียวนิ่งสว่างไสวอยู่ คล้าย ๆ กับว่าในจักรวาลนี้มีแต่จิตของเราดวงเดียวเท่านั้นสว่างอยู่

 

          สักพักหนึ่งมันก็ย้อนลงมามองดูร่างกายที่นอนอยู่ มองลงมาทีแรกมองเห็นสบง จีวร ห่อหุ้มอยู่อย่างดี

 

          เอ้า! ลำดับต่อไปจีวร สบง หายหมด มีแต่ร่างกายเปลือยเปล่า ยังเหลือแต่ชุดวันเกิด

 

          ในลำดับต่อไป ร่างกายมันก็ขึ้นอืด ตีนกาง มือกาง น้ำเหลืองไหล

 

          ลงผลสุดท้ายเนื้อหนังพังไปทีละชิ้นสองชิ้น จนกระทั่งยังเหลือแต่โครงกระดูก

 

          แล้วในที่สุดโครงกระดูกที่เป็นโครงสร้างมันก็ทรุดฮวบลงไป

 

          ในลำดับต่อไปชิ้นกระดูกหักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่

 

          แล้วในที่สุดมันก็แหลกละเอียดมันเหมือนกับขี้เถ้าโปรยอยู่ในดินทราย

 

          แล้วในขณะจิตนั้นมันก็หายจมลงไปในผืนแผ่นดิน แล้วก็เกิดความว่างขึ้นมาอีก

 

          สักพักหนึ่งผืนแผ่นดินก็ปรากฏขึ้นมาอีก กระดูกที่มันหายจมไปในผืนแผ่นดิน มันก็โผล่ขึ้นมา มอง ๆ ดูแล้วมันยุบยิบเหมือนหนอนบ่อน

          พอมันโผล่ขึ้นมาเต็มที่แล้ว มันก็เกาะกันเป็นก้อนเป็นท่อน ก้อนเล็กก้อนน้อย แล้วก็จับกันเป็นแท่งกระดูกโดยสมบูรณ์

 

          แล้วพอมันประสานกันเป็นโครงสร้าง คือตอนที่มันวิ่งมาประสานกันนี้ กะโหลกศีรษะกระโดดมาปุ๊บ กระดูกคอ กระดูกสันหลังวิ่งเข้ามาต่อ กระดูกซี่โครงก็วิ่งเข้ามาประสาน

 

          กระดูกแข้งกระดูกขา กระดูกมือกระโดดเข้าไปประจำที่ของใครของเรา แล้วก็ประสานกันเป็นโครงสร้างเสร็จ เนื้อมันเริ่มงอก มันเริ่มงอกระหว่างข้อต่อของกระดูกงอกลามไปทั่วจนกระทั่งมันมีเนื้อเต็มสมบูรณ์ เต็มที่

 

          แล้วเนื้อเป็นสีแดงที่เรามองเห็นเหมือนกับลอกหนังหมู มันค่อย ๆ แห้งกร้านเข้าไป กร้านเข้าไป เปลี่ยนจากแดงเป็นสีเหลือง จากเหลืองเป็นสีขาวแล้วก็เป็นผิวอย่างธรรมดา ผม ขน เล็บ มันก็บังเกิดขึ้นสมบูรณ์แบบ

 

          แล้วมันก็ย้อนกลับไปกลับมาอย่างนั้น จำได้ว่ามันเป็นอยู่ถึง ๓ ครั้ง

 

          ทีนี้พอมันจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมานี้ ความสว่างที่มันลอยเด่นมันไหลตัวแพ๊บ แล้วทรุดลงมาปะทะหน้าอกรู้สึกแผ่ว ๆ เหมือนอะไรมาสัมผัสแผ่ว ๆ แล้วหลังจากนั้นความรู้สึกในทางกายนี้มันซู่ซ่า วิ่งไปตามเส้นสาย มันเหมือนกับฉีดยาแคลเซียมเข้าเส้น ทีนี้จิตมันก็กำหนดรู้ของมันเองโดยธรรมชาติ ความตั้งใจอะไรต่าง ๆ ในขณะนั้นมันไม่มี แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเองหมด

 

          ทีนี้พอมันหยุดซู่ซ่าแล้ว จิตมันก็มีคำถามขึ้นมาว่า นี่หรือคือความตาย คำตอบก็ผุดขึ้นมารับว่า ใช่แล้ว พอหลังจากนั้นมันก็อธิบาย ฉอด ๆ ๆ ๆ ตายแล้วมันก็ขึ้นอืด น้ำเหลืองไหล เนื้อหนังพังไปเป็นของปฏิกูล เน่าเปื่อยโสโครก ยังเหลือแต่โครงกระดูก โครงกระดูกมันก็ทรุดลงไป แหลกละเอียดหายจมลงไปในผืนแผ่นดิน เพราะว่าร่างกายเรานี้มันก็คือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อมันยังมีชีวิตอยู่มันก็เป็นรูปเป็นร่าง เดินเหินไปมาได้ ทำอะไรได้ เมื่อมันตายลงไปแล้วมันก็กลับไปสู่ที่เก่าของมันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหนเล่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขามีที่ไหน

 

เอ๊ะ! นอนอยู่นิ่ง ๆ ไม่เห็นหายใจ ชักสงสัยใหญ่ว่านี้ตายแล้วหรือยัง

          แล้วทีนี้ก็ยังนึกสงสัยอยู่ว่า เอ๊! เราจะตายจริงหรือเปล่า ยกมือสองข้างมาคลำดูหน้าอก อ้อ! ยังอยู่ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา มองดูนาฬิกา ๒ โมงเช้า ทีนี้พอเดินออกจากห้อง เมื่อก่อนนี้หลวงพ่อจำวัดนี่ไม่ปิดประตูหน้าต่างทั้งนั้นแหละ เปิดโล่งเอาไว้

 

          ทีนี้พอเสร็จแล้ว พอเดินออกมา โยมอุปัฏฐากที่ไปส่งจังหันตอนเช้า ยายแม่ชีพวงพอเห็น แกเห็นเดินออกมา พอเรามานั่ง แกเดินขึ้นมา

          ว้าย! ถ้าหากว่า ๒ โมง เลย ๒ โมงไปแล้วไม่ตื่นนี้ ดึงขาแน่ ๆ แกว่า

          นี่ยังสงสัยอยู่ว่า เอ๊! ไปแล้วหรือยัง หรือยังอยู่

          บางทีแกบอกว่า แกไปสังเกต สังเกตดู คนเราถ้านอนหงายอย่างนี้ หายใจ มันจะต้องมองเห็นที่มันพองขึ้น แล้วก็ต้องยุบลง แล้วก็มองเห็น แต่นี่แกบอกว่า

 

          เอ๊ะ! นอนอยู่นิ่ง ๆ ไม่เห็นหายใจ ชักสงสัยใหญ่ว่า นี่ ตายแล้วหรือยัง ถ้า ๒ โมงไม่ตื่นขึ้นมาแล้ว กระชากขาแน่ ๆ

           แกว่า

          พอหลังจากนั้นมา ไอ้ความเจ็บป่วยมันก็หายวันหายคืน ความเหน็ดเหนื่อย หรือความอะไรต่าง ๆ ที่เคยเป็นอยู่ มันหายยังกับปลิดทิ้ง จนกระทั่งหายมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ วัณโรคไม่กลับมาเยี่ยมอีกเลย

 

 วิธีใช้พลังจิตพิชิตโรคภัยไข้เจ็บ

          เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายที่มาฝึกสมาธิภาวนานั้น แม้ว่าจิตจะยังไม่สงบเป็นสมาธิเท่าที่ควรก็ตาม เมื่อท่านจะใช้พลังจิตรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าท่านจะรักษาตัวเอง ให้อธิษฐานจิต นึกถึงบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของข้าพเจ้าหาย แล้วกำหนดสติรู้ลมหายใจเฉย อย่าไปนึกคิดอะไรทั้งสิ้น เอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ของจิต สิ่งระลึกของสติ ดูลมหายใจเฉยอยู่เท่านั้น

 

          ทีนี้ธรรมชาติของจิตเขามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก เขาจะเพิ่มพลังงานขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ถึงแม้ไม่สงบวูบวาบ แต่เขาก็มีพลังงาน ในเมื่อจิตมันเกิดความว่างขึ้นมา คือว่ามันอยู่เฉย ๆ แต่ยังไม่ใช่สมาธิ เพียงแต่ว่างได้ มันก็เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย เมื่อเราทำจิตให้ว่างได้ มันจะมีสารตัวหนึ่งอยู่ใต้ต่อมสมอง มันจะกระจายออกมาทำงานของมัน ทำให้กายเบา กายสงบ จิตสงบ เป็นประโยชน์แก่ร่างกายและเป็นประโยชน์ทางจิตด้วย ถ้าหากว่าจิตของเราสงบเป็นสมาธิอย่างแท้จริง มันมีประโยชน์ทั้งทางกายและทางจิต

 

          อันนี้คือวิธีการใช้พลังจิตรักษาโรค อาศัยลมหายใจเป็นสื่อ โดยอธิษฐานจิต นึกถึงบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          ทีนี้ถ้าหากว่าเราจะช่วยคนอื่น อย่างเราไปเยี่ยมคนไข้ เราอาจจะบอกคนไข้ว่า เอานะฉันจะช่วยรักษาให้ ให้คุณหาย แล้วเรากำหนดสำรวมจิต อธิษฐานถึงบารมีของพระพุทธเจ้า ขอบารมีของพระพุทธเจ้าจงช่วยดลบันดาลให้โรคภัยไข้เจ็บของคนนี้หายไป แล้วเรากำหนดจิตเพ่งที่กายเขา แผ่เมตตาให้เขาเท่านั้นเอง ยิ่งใครมีพลังจิต มีพลังสมาธิมากเท่าไร ยิ่งทำได้ผลดี

 

 

ได้ร่วมจำพรรษากับพระอาจารย์ฝั้น

 มีบัญชาให้พระอาจารย์ฝั้นไปจำพรรษาที่วัดบูรพาราม

          สาเหตุที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์  (อ้วน ติสฺโส) มีบัญชาให้พระอาจารย์ฝั้นไปจำพรรษาที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเพราะในปีนั้น สมเด็จฯ อาพาธหนัก ถึงขนาดฉันอาหารไม่ได้ ต้องถวายอาหารทางเส้นโลหิต ท่านจึงเรียกพระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าไปปรึกษาหารือเพื่อหาทางบำบัดโรค ในทางธรรมปฏิบัติ สมเด็จฯ ได้นิมนต์พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ให้อธิบายธรรมเป็นองค์แรก เมื่อพระอาจารย์สิงห์อธิบายจบลงแล้ว สมเด็จฯ จึงให้พระอาจารย์ทอง อโกโส เจ้าอาวาสวัดบูรพาอธิบายอีก

 

พระอาจารย์ฝั้นแสดงธรรมให้สมเด็จฟัง

ทำจิตให้เป็นสมาธิเราต้องตั้งสมาธิให้ได้

          จากนั้นจึงหันมาทางพระอาจารย์ฝั้น ให้อธิบายธรรมให้ฟังอีกเป็นองค์สุดท้าย พระอาจารย์ฝั้นจึงได้อธิบายธรรมถวายโดยมีอรรถดังนี้

 

         “ให้ท่านทำจิตเป็นสมาธิ ยกไวยกรณ์ธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ยกอันนี้ไว้เสียก่อน ทำจิตให้เป็นสมาธิ เราต้องตั้งสมาธิให้ได้ ภาวนากำหนดจิตให้เป็นสมาธิ พอตั้งเป็นสมาธิดีแล้ว ให้เป็นหลัก เปรียบเหมือนเราจะนับตั้งร้อยตั้งพัน ก็ต้องตั้งหนึ่งเสียก่อน ถ้าเราไม่ตั้งหนึ่งเสียก่อน ก็ไปไม่ได้ ฉันใด จิตของเราจะรู้ได้ เราก็ตั้งจิตของเราเป็นสมาธิเสียก่อน เรียบเหมือน นัยหนึ่งคือเสมือนเราจะปลูกต้นไม้ พอปลูกลงแล้ว ก็มีคนเขาว่า ปลูกตรงนั้นมันจะงามดี ก็ถอนไปปลูกตรงนั้น และก็มีคนเขามาบอกอีกว่า ตรงโน้นดีกว่า ก็ถอนไปปลูกตรงโน้นอีก ทำอย่างนี้ ผลที่สุดต้นไม้ก็ตายทิ้งเสียเปล่า ๆ ไม่ได้อะไรเสียอย่าง ฉันใด เราจะทำจะปลูกอะไร ก็ฝังให้มันแน่น ไม่ต้องถอนไปไหน มันเกิดขึ้นเอง นี้แหละสมาธิ ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ หรืออีกนัยหนึ่ง เปรียบเหมือนเราจะขุดน้ำบ่อ ต้องการน้ำในพื้นดิน เราก็ขุดลงไปแห่งเดียวเท่านั้น พอเราขุดไปได้หน่อยเดียว ได้น้ำสัก ๒ – ๓ บาตรแล้ว มีคนเขาบอกว่าที่นั่นมันตื้น เราก็ย้ายไปขุดที่อื่นอีก พอคนอื่นเขาบอกว่า ตรงนั้นไม่ดี ตรงนี้ไม่ดี ก็ย้ายไป ย้ายมา ผลที่สุดก็ไม่ได้กินน้ำ ใครจะว่าก็ช่างเขา ขุดมันแห่งเดียวคงถึงน้ำ ฉันใด เปรียบเหมือนสมาธิของเรา ต้องตั้งไว้แห่งเดียวเท่านั้น เมื่อเราตั้งไว้แห่งเดียว ไม่ต้องไปอื่นไกล ไม่ต้องส่งไปข้างหน้า ข้างหลัง ไม่ต้องคิดถึงอดีต อนาคต กำหนดจิตให้สงบอันเดียวเท่านั้น

 

         ขอให้ท่านทำสมาธิภาวนา ทำจิตให้สงบ ให้พิจารณาแยกธาตุ แยกขันธ์และอายตนะออกเป็นส่วน ๆ ตามความเป็นจริง พิจารณาให้เห็นความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้นตามหน้าที่ของมัน ให้แยกกายออกจากจิต แยกจิตออกจากกาย ให้ยึดเอาตัวจิต คือผู้รู้เป็นหลัก พร้อมด้วยสติ ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้พิจารณาให้อยู่ในสภาพของมันเองแต่ละอย่าง เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว จะเห็นได้ว่า ธาตุทั้ง ๔ ต่างเจ็บไม่เป็น ป่วยไม่เป็น แดดจะออก ฝนจะตก ก็อยู่ในสภาพของมันเอง ในตัวคนเราก็ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง ๔ นี้รวมกัน การที่มีความเจ็บปวดป่วยไข้อยู่นั้น ก็เนื่องมาจากตัวผู้รู้ คือจิต เข้ายึดด้วยอุปาทานว่าเป็นตัวเป็นตน เป็นของเขาของเรา เมื่อพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว ตัวผู้รู้คือจิตเท่านั้นที่ไปยึดเอามาว่าเจ็บ ว่าปวด ว่าร้อน ว่าเย็น หรือหนาว ฯลฯ ตามสภาพความเป็นจริงแล้ว สิ่งทั้งปวงเหล่านั้นไม่ได้เป็นอะไรเลย ดินก็คงเป็นดิน น้ำก็คงเป็นน้ำ ไม่มีส่วนรู้เห็นในความเจ็บปวดใด ๆ ด้วย เมื่อทำจิตให้สงบและพิจารณาเห็นสภาพความเป็นจริงแล้ว จิตย่อมเบื่อหน่ายและวางจากอุปาทาน คือเว้นการยึดถือมั่นในสิ่งเหล่านั้น เมื่อละได้เช่นนี้ ความเจ็บปวดต่าง ๆ ตลอดจนความตายย่อมไม่มีตัวตน เพราะฉะนั้น หากทำจิตให้สงบ เป็นสมาธิแน่วแน่แล้ว โรคต่าง ๆ ก็จะทุเลาหายไปเอง”

          เมื่อพระอาจารย์ฝั้นอธิบายธรรมถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์จบแล้ว สมเด็จฯ ได้พูดขึ้นว่า “เออ! เข้าทีดี” แล้วถามพระอาจารย์ฝั้นว่า “ในพรรษานี้ ฉันจะอยู่ได้รอดตลอดพรรษาหรือไม่”  พระอาจารย์ฝั้นก็เรียนตอบไปว่า “ถ้าพระเดชพระคุณทำจิตให้สงบได้ดังที่อธิบายถวายมาแล้ว ก็รับรองว่าอยู่ได้ตลอดพรรษาแน่นอน”

 

          สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จึงมีบัญชาให้พระอาจารย์ฝั้นไปจำพรรษาอยู่กับท่านที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อจะได้ศึกษาธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นดังกล่าวแล้ว โดยพระอาจารย์ฝั้นได้เลือกเอาวัดบูรพาเป็นที่จำพรรษา เพราะวัดนี้อยู่ฝั่งเดียวกันกับวัดสุปัฏน์ที่สมเด็จฯ พำนักอยู่ การไปมาสะดวกกว่าวัดป่าแสนสำราญ ซึ่งอยู่ทางฝั่งอำเภอวารินชำราบ

 

          วัดบูรพาที่ท่านเลือกพัก มีเขตเป็นสองตอน ตอนหนึ่งเป็นสำนักเรียนพระปริยัติธรรม อีกตอนหนึ่งเป็นป่า มีกุฏิหลังเล็ก ๆ อยู่ ๕ – ๖ หลัง สำหรับพระเณรอาศัยปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ พระอาจารย์ฝั้นได้เลือกเอาด้านที่เป็นป่า เป็นที่พักตลอดพรรษานั้น และได้หมั่นไปอธิบายธรรมปฏิบัติถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ที่วัดสุปัฏน์เกือบทุกวัน และด้วยอำนาจการปฏิบัติธรรมนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ก็หายวันหายคืน ทั้งอยู่ได้ตลอดพรรษาและล่วงเลยต่อมาอีกหลายปี

 

 

สมเด็จฯ ชมพระกรรมฐาน

ชมว่าพระคณะกรรมการนี้เป็นผู้ปฏิบัติดีจริง ทั้งยังทำได้ดังพูดจริง ๆ

          สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ได้ออกปากยอมรับในความจริงและชมว่า พระคณะกัมมัฏฐานนี้เป็นผู้ปฏิบัติดีจริง ทั้งยังทำได้ดังพูดจริง ๆ อีกด้วย สมควรที่พระมหาเปรียญทั้งหลายจะถือเอาเป็นตัวอย่างปฏิบัติต่อไป ท่านได้กล่าวต่อหน้าพระอาจารย์ฝั้นด้วยว่า

          “ฉันเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชพระบวชเณรมาจนนับไม่ถ้วน แต่ไม่เคยนึกสนใจใน ตจปัญจกกัมมัฏฐานเหล่านี้เลย เพิ่งจะมารู้ซึ้งในพรรษานี้เอง”

 

          พูดแล้วท่านก็นับ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ แล้วถามพระอาจารย์ฝั้นว่า

          “นี่เป็นธาตุดิน นี่เป็นธาตุน้ำ นี่เป็นธาตุลม นี่เป็นธาตุไฟใช่ไหม ?”

 

          พระอาจารย์ฝั้นก็รับว่าใช่ จากนั้นท่านก็ปรารภขึ้นว่า ตัวท่านเองเปรียบเหมือนผู้บวชใหม่ เพิ่งจะมาเรียนรู้ เกสา โลมา ฯลฯ ความรู้ในด้านมหาเปรียญ ที่เล่าเรียนมามากนั้น ไม่ยังประโยชน์และความหมายต่อชีวิตท่านเลย ยศฐาสมณศักดิ์ ก็แก้ทุกข์ท่านไม่ได้ ช่วยท่านไม่ได้ พระอาจารย์ฝั้นให้ธรรมปฏิบัติในพรรษานี้ได้ผลคุ้มค่า ทำให้ท่านรู้จักกัมมัฏฐานดีขึ้น

 

          ในพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๗ นั้น พระอาจารย์ฝั้นเกือบไม่มีเวลาเป็นของตัวท่านเองเลย ทั้งนี้เพราะท่านได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากพร้อมกันถึง ๒ อาจารย์ กล่าวคือ นอกจากกลางคืนจะต้องเข้าถวายธรรมแก่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ที่วัดสุปัฏน์ จากหัวค่ำไปจนถึงเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม บางครั้งก็ถึง ๖ ทุ่ม จึงได้กลับวัดบูรพา แล้วพอเช้าขึ้น ท่านก็ออกบิณฑบาตไปเรื่อย ๆ แล้วข้ามแม่น้ำมูลไปทางฝั่งอำเภอวารินชำราบ ไปฉันเช้าที่วัดป่าแสนสำราญ ฉันเสร็จก็ประกอบยารักษาโรค ถวายพระอาจารย์มหาปิ่น ซึ่งปีนั้นกำลังอาพาธด้วยโรคปอด อยู่ที่วัดป่าแสนสำราญ พระอาจารย์ฝั้นได้พยายามหาสมุนไพรต่าง ๆ มาปรุง แล้วกลั่นเป็นยาถวายพระอาจารย์มหาปิ่น หยูกยาที่ทันสมัยก็ไม่มี เพราะขณะนั้นกำลังอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒

 


สงครามโลกครั้งที่ ๒

กลาดเกลื่อนไปด้วยทหารญี่ปุ่น

          เมื่อพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒ น่าบันทึกไว้เป็นพิเศษในที่นี้ด้วยว่า การหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าของพระอาจารย์ฝั้น ยังเป็นที่จดจำและประทับใจในบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและบรรดาพุทธบริษัทจำนวนมากในจังหวัดอุบลราชธานีมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

          ปีนั้นอยู่ในราวกลางพรรษา พ.ศ. ๒๔๘๗ จังหวัดอุบลราชธานี กลาดเกลื่อนไปด้วยทหารญี่ปุ่นซึ่งเข้าไปตั้งมั่นอยู่ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะต้องจดจ้องทำลายล้าง โดยส่งเครื่องบินเข้ามาทิ้งระเบิดตามจุดยุทธศาสตร์อยู่เสมอ ชาวบ้านร้านถิ่นจึงพากันอพยพหลบภัยออกไปอยู่ตามรอบนอก หรืออำเภอชั้นนอกที่ปลอดจากทหารญี่ปุ่น ในตัวเมืองอุบลฯ จึงเงียบเหงาลงถนัด จะหลงเหลืออยู่ก็เฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นไม่อาจโยกย้ายหรืออพยพเท่านั้น ตกกลางคืน คนเหล่านี้จะนอนตาไม่หลับลงง่าย ๆ ต้องคอยหลบภัยทางอากาศกันอยู่เสมอ ปกติเครื่องบินฝ่ายพันธมิตรจะมาทิ้งระเบิดในราวอาทิตย์ละ ๒ หรือ ๓ ครั้ง

 

          ถ้าวันไหนเครื่องบินจะล่วงล้ำเข้ามาทิ้งระเบิด พระอาจารย์ฝั้นจะบอกล่วงหน้าให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายรู้ก่อนอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง เช่นในตอนเย็น ขณะพระเณรซึ่งเป็นศิษย์ กำลังจัดน้ำฉันน้ำใช้ถวายอยู่นั้น ท่านจะเตือนขึ้นว่า ให้ทุกองค์รีบทำกิจให้เสร็จไปโดยเร็ว แล้วเตรียมหลบภัยกันให้ดี คืนนี้เครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดอีกแล้ว ภิกษุสามเณรทั้งหลายก็รีบทำตามที่ท่านสั่ง พอตกกลางคืน ก็มีเครื่องบินข้าศึกเข้ามาทิ้งระเบิดจริง ๆ

           บางครั้งในตอนกลางวันแท้ ๆ ท่านบอกลูกศิษย์ลูกหาว่า เครื่องบินมาแล้ว รีบทำอะไรให้เสร็จ ๆ แล้วรีบไปหลบภัยกันเสีย ทุกองค์ต่างมองตากันด้วยความงุนงง แต่อีกไม่นานนัก ก็มีเครื่องบินเข้ามาจริง ๆ ชาวบ้านหอบลูกจูงหลานเข้าไปหลบภัยอยู่ในบริเวณวัดเต็มไปหมด พระอาจารย์ฝั้นก็ลงจากกุฏิไปเตือนให้อยู่ในความสงบ และให้ภาวนา “พุทโธ พุทโธ” ไว้โดยทั่วกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

 

          ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๘๗ เสร็จฤดูกาลกฐินแล้ว พระอาจารย์ฝั้น ได้เข้านมัสการลาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ที่วัดสุปัฏนาราม ขอเดินทางไปสกลนคร อันเป็นจังหวัดบ้านเกิดของท่าน เพื่อบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทาน อุทิศแด่บุพการี คือโยมบิดามารดา สมเด็จฯ ก็อนุญาต จากนั้นท่านได้ไปนมัสการลาพระอาจารย์สิงห์ กับพระอาจารย์มหาปิ่นที่วัดแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ แล้วไปลาญาติโยมพุทธบริษัท เสร็จแล้วท่านพร้อมด้วยพระภิกษุรูปหนึ่ง สามเณรรูปหนึ่ง กับเด็กลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง ได้ออกเดินทางจากอุบลราชธานี มุ่งหน้าไปสกลนคร

 

          ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนมาก รถยนต์โดยสารต้องใช้ถ่านแทน และมีวิ่งน้อยคัน พระอาจารย์ฝั้นได้พาพระภิกษุสามเณรและลูกศิษย์ นั่งรถโดยสารซึ่งใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง ออกจากอุบลราชธานีตั้งแต่เช้า ไปถึงอำเภอมุกดาหารจังหวัดนครพนม เมื่อเวลา ๓ ทุ่มเศษ แล้วไปขอพักค้างคืนที่วัดศรีมงคล เช้ารุ่งขึ้นได้โดยสารรถคันเดิมไปพักค้างคืนที่วัดป่าเกาะแก้ว อำเภอธาตุพนม ซึ่งที่นั่นพระอาจารย์ฝั้นได้พาคณะของท่านไปกราบนมัสการพระธาตุพนมด้วย แล้วได้กล่าวแก่พระภิกษุสามเณรและลูกศิษย์ว่า ใครผู้ใดเดินทางผ่านมาถึงแล้วไม่แวะนมัสการองค์พระธาตุพนม คน ๆ นั้นนับว่าบาปหนา มีกรรมปกปิดจนไม่สามารถจะมองเห็นปูชนียสถานอันสำคัญ ท่านเล่าด้วยว่า ก่อนโน้น บริเวณพระธาตุพนมเต็มไปด้วยป่ารกรุงรัง องค์พระธาตุก็เต็มไปด้วยเถาวัลย์ปกคลุม พระอาจารย์เสาร์กับพระอาจารย์มั่น สมัยยังหนุ่มแน่นเมื่อเที่ยวธุดงค์ถึงที่นั่นก็มักจะนำญาติโยมไปรื้อเถาวัลย์ออก และถางป่ารอบ ๆ บริเวณจนสะอาด

(คัดจากหนังสึอชีวประวัติและปฏิปทาพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร)

เพ่งกสิณ

หลวงปู่ฝั้นท่านตำหนิท่านว่า “พระอะไรไปเที่ยวหาหักกิ่งไม้”

          หลวงพ่อก็ไปเพ่งต้นมะพร้าวให้มันหัก เพ่งกิ่งพะยอมนั่นมันหัก ก็ในขณะที่เพ่งดูนี้ เราก็ไม่ได้ใช้พลังจิตอะไรทั้งนั้นแหละ เพียงแต่นึกว่าต้นมะพร้าวต้นนี้น่ะ มันบังหน้าจั่วศาลา มองไม่เห็นเทพพนม เทวดาช่วยตัดออกให้ด้วย พอเสร็จแล้ว โอ้ย! มันจะหักทับหัว ก็เดินหนีไป พอไปพ้น พอเดินไปห่างจากที่ยืนอยู่นี้ ประมาณสัก ๒ วาเศษ ๆ ต้นมะพร้าวมันก็หักลงมาทับ ตรงทะลายมัน ทะลายผลมะพร้าวทับตรงที่ยืน รอยเท้ายืนพอดี

 

          ครั้งที่ ๒ ยายพวงไปได้กลด ซึ่งเป็นมรดกของหลวงปู่พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) วัดทุ่งศรีเมืองมา ก็เอามาให้ ทีนี้เราก็ชื่นชมยินดีกับมรดกของครูบาอาจารย์ ก็เอากลดไปห้อยกิ่งพะยอม ไปนั่งสมาธิอยู่ นั่งอยู่ได้ประมาณชั่วโมงเศษ ๆ พอเลิกนั่งสมาธิ มองดูกลด โอ้ย! กิ่งพะยอมมันจะหัก ก็หุบเอากลดแล้วก็เดินขึ้นบนกฏิ ซึ่งมันอยู่ห่างกันประมาณ ๔-๕ วา พอไปเหยียบบันไดขั้นแรก กิ่งพะยอมก็หักโครมลงมา

 

          หลวงปู่ฝั้นท่านตำหนิ ท่านว่า “พระอะไรไปเที่ยวหาหักกิ่งไม้”

          “เอ้า นึกเฉย ๆ มันจะเป็นอาบัติอยู่หรือ”

          “มันก็เป็นน่ะชิ มันมีเจตนา”

          นึกให้ต้นมะพร้าวมันหัก มันก็หัก นึกให้กิ่งพะยอมหักมันก็หัก อภินิหารของการปฏิบัติธรรมนี่ เวลามันเกิดมันน่าหลงจริง ๆ นะ นอกจากมันจะเกิดอะไรแปลก ๆ ขึ้นมาให้เราหลงมัน

          มันยังมีอีกสิ่งหนึ่ง มันอันตรายมากที่สุด คือเพศตรงข้าม พูดกับใครไม่ได้เลยทีเดียว ภายหลังมานี่ นึกว่า ถ้าขืนเล่นต่อไปมันอันตราย ก็เลยห่าง ๆ หน่อย..

          อาจารย์ที่สอนวิชาละกดจิต ท่านก็เตือนว่า มาเรียนฝึกสะกดจิตแล้วทำให้เพศตรงข้ามมันติดอกติดใจนะ แล้วไม่เฉพาะแต่เรียนสะกดจิต พระธุดงคกรรมฐานนี่ ถ้าใครภาวนาเก่ง ๆ มีภูมิจิตภูมิใจ สาว ๆ มันติด มันอันตราย ลูกสาวพญามาร นางตัณหา นางราคา นางอรดี พระพุทธเจ้าจะเสด็จออกทรงผนวชพวกนี้มันจะไปสกัดกั้น ไปพูดยั่วยวน ชักชวนให้หลงผิด คือมันกิเลสในใจนั่นแหละ มันปรุงแต่งขึ้นมาเองด้วย แล้วมันก็เป็นธรรมชาติของสมาธิ สมาธินี้มันมีพลังอันหนึ่งคือความเมตตา ความเมตตานี้มีพลังสูง

          หลวงพ่อเคยใช้พลังเพ่งหลอดไฟแตก เพ่งกิ่งมะพร้าวหัก จนหลวงปู่ฝั้นต้องเตือนว่าเป็นอาบัติ หลวงพ่อแย้งว่าไม่ได้หักด้วยมือจะปรับอาบัติด้วยหรือ หลวงปู่ฝั้นบอกว่าเมื่อมีเจตนาก็ต้องเป็นอาบัติ

 

 

หมอไมเคิล โยมอุปัฏฐาก

สะกดจิตนี้มันใกล้กับสมาธิก็เลยลองเรียนดู

          ป๋าโยมอุปัฏฐากของหลวงพ่อคนหนึ่ง เป็น ดร.แผนกเภสัช (หมอไมเคิล แฟรงฟอร์ต) เรียนจบจากมหาวิทยาลัยประเทศอังกฤษ ท่านเป็นชาวอังกฤษ แล้วมาได้ภรรยาคนไทยอยู่ที่เมืองอุบลฯ มาเป็นโยมอุปัฏฐากของหลวงพ่อ ท่านชักชวน

๑. ให้เรียนการผลิตยา จะสอนให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง

๒. ให้เรียนภาษา

๓. ให้เรียนสะกดจิต

          สองอย่างแรกหลวงพ่อไม่เอา เพราะตอนนั้นกำลังเคร่ง เรื่องโลก ๆ นี้เราไม่เอาแล้ว แต่สะกดจิตนี้มันใกล้กับสมาธิของเรา ก็ลองเรียนดู

 

          เขาอธิบายเหตุผลให้ฟังว่า การสะกดจิต กับการทำสมาธิของท่าน มันคืออันเดียวกัน สมาธิที่ท่านปฏิบัติอยู่นี้มันเป็นหลัก เป็นจุดยืน แต่การสะกดจิตนี้เราสามารถที่จะเอาพลังจิตไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น ทีนี้ หลวงพ่อก็ตกลงใจเรียนกับเขา เขาก็สอนให้ ก็ได้ปฏิบัติตามที่เขาสอน แล้วก็เกิดผลสำหรับตัวเองได้บ้าง คือสามารถรักษาวัณโรคหายได้ หลวงพ่อเป็นวัณโรคตั้งแต่อายุ ๒๓ ปี ทีนี้พอดอกเตอร์ท่านนี้มาสอนวิชาสะกดจิตให้ ท่านก็แนะวิธี แนะวิธีที่จะใช้พลังจิตสำหรับรักษาโรคก็พยายามปฏิบัติตามมา

 

          มาภายหลังหลวงพ่อมาคิดว่า หลักจิตหลักใจของเราก็มี คือสมาธิแบบพระพุทธเจ้า ก็เลยเลิกสิ่งเหล่านั้น แล้วก็มาปฏิบัติทางสายของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว แล้วการสะกดจิตก็ไม่ได้ทำแล้วเดี๋ยวนี้

 

          ทีนี้เพราะอาศัยมรดกที่ท่านมอบให้ เวลานี้เขาสอนกรรมฐานกันสำนักไหน สอนแบบไหน ๆ พอฟังแล้ว หลวงพ่อรู้หมดว่า สำนักนี้เล่นสะกดจิต สำนักนี้เล่นสายตรง พวกเล่นสะกดจิตนี้เขาจะมีอาจารย์ควบคุมให้บริกรรมภาวนาอย่างนี้ ให้ทำจิตอย่างนั้น ให้น้อมไปอย่างนี้ ๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติสมาธิแบบพระพุทธเจ้านี้ คือสร้างจิตให้เป็นอิสระไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใด

 

          อย่างไรก็ตามวิชาเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องเล่นเท่านั้น เมื่อสอนแนวปฏิบัติทางจิตแล้ว หลวงพ่อจะย้ำการปฏิบัติเพื่อความเป็นอิสระของจิต หลวงพ่อวางแนวให้คนทั้งหลายปฏิบัตินี้ เป็นแนวทางที่ปฏิบัติให้ทุกคนสร้างจิตของตนให้มีพลังเป็นอิสระของตัวเอง ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของใครทั้งสิ้น

 

 

โยมขอให้สึก

คน ๆ นี้เป็นอะไรชั่วชีวิตหนึ่ง เป็นเพียงครั้งเดียว จะไม่ยอมเป็นช้ำครั้งที่สอง

          อาหลวงพ่อนี่ยังเป็นห่วงเลย ตอนที่เป็นพระยังหนุ่ม ๆ อยู่ เมื่อสึกมานี่จะทำอย่างไร จะมีอะไรอย่างไร เป็นห่วง

 

          “อย่ามาเป็นห่วงเลย คน ๆ นี้เป็นอะไรชั่วชีวิตหนึ่ง เป็นอะไรนี้เป็นเพียงครั้งเดียว จะไม่ยอมเป็นซ้ำอีกถึงครั้งที่สอง”

 

          โยมบวชก็อาราธนาให้สึก โยมอุปัฏฐากป๋าไมเคิลที่อุบลฯ ก็นิมนต์ให้สึก โยมบวช (ดร.ประจวบ บุนนาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข) ก็ไม่มีลูก โยมอุปัฏฐากป๋าไม่เคิลก็ไม่มีลูก ทีนี้โยมบวชนี่ท่านเป็นรัฐมนตรี เมื่อก่อนนี้เข้ารับราชการนี้จะจับยัด จับใครยัดเข้าที่ตรงไหน มันก็ได้ ไม่ต้องสอบแข่งขัน ท่านบอกว่าสึกชะ โยมกำลังมีบุญบารมี มาทำราชการสตาร์ททีแรกได้เดือนละ ๓๐ บาท สมัยนั้น ๓๐ บาทนี้สูงนะ เงินเดือนสมัยนั้น แล้วก็มาเรียนวิชาใดพิเศษประกอบเข้าไป มันจะก้าวหน้าไปเอง ตอนนั้นหลวงพ่ออายุ ๒๒ ปี ๒๒ นี่เขาเรียนมหาวิทยาลัยยังไม่จบหรอก ก็เลยบอกท่านว่า อาตมาตั้งใจแล้วว่าจะบวชไม่สึก

 

          คุณยายทองมีเป็นโยมอุปัฏฐาก ที่นี้พ่อตาของหมอไมเคิลนี้เป็นน้องชายของคุณยายทองมี ทีนี้พวกตระกูลนี้เลยมานับถือหลวงพ่อเป็นลูกเป็นหลานหมดทั้งตระกูล

 

          ท่านขอให้หลวงพ่อสึกไปเป็นลูก..จะยกร้านขายยาให้ มีลูกเลี้ยงของท่านคนหนึ่งอยู่อำเภอพิบูล ฯ ไปเจอกัน มันยังพูดอยู่เลย มันว่า ..พระองค์นี้เก่ง จับไม่อยู่เลย..แกชื่อสำเนียง

 

          หลวงพ่อไม่เคยคิดว่าจะมีใครรักเรา เกิดมาในชีวิตนี้หลวงพ่อยึดหลักอะไรที่จะไม่ให้ใจฝักใฝ่จะสึกมาครองเรือนเป็นฆราวาส เพราะว่าหลวงพ่อมันเห็นทุกข์ตั้งแต่รู้เดียงสามา อยู่ ๆ จิตมันฉุกคิดขึ้นมาว่า ขึ้นชื่อว่าทายาททุกข์ ฉันจะไม่ให้มันมีแล้วในชีวิตนี้ เราเกิดมาอายุ ๕ ขวบ พ่อแม่ก็ตายจาก ยังดีนะพ่อเราแม่เรายังมีพี่น้อง ยังเก็บมาเลี้ยงดู เรานี้ตัวคนเดียว ถ้าสมมุติว่าไปมีไว้ พ่อมันก็ตายแม่มันก็ตาย ใครจะรับเลี้ยงลูกเรา สงสารกุลบุตรที่มันจะเกิดมาทีหลัง

 

          สิ่งรบกวนที่ร้ายแรงที่สุดในสมัยที่เป็นพระหนุ่ม พอนั่งปั๊บลงไป นึกถึงหน้าสาว ๆ แล้ว เอาแล้วได้เรื่องแน่ ตัวนี้น่ะตัวร้ายที่สุด กิเลสของคน แต่ทีนี้จะดีก็อยู่ที่ตรงนี้ จะชั่วก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ พระจะเอาตัวรอดได้หรือหนีไม่ได้ก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ เพราะฉะนั้นถ้ากิเลสตัวนี้ไม่มีอำนาจเหนือจิตเหนือใจแล้ว พระคงบวชไม่สึกกันสักองค์

 


ยามป่วย

เวลาเจ็บป่วยขออยู่คนเดียว ปิดประตูภาวนา


          เวลาเจ็บป่วยขออยู่คนเดียว ปิดประตูภาวนา ถ้ามันร่อแร่ก็ขออย่าให้เอาสายยางระโยงระยางมาเสียบ จะขอพิจารณาทุกข์จนกว่ามันจะขาดใจ เวลาเจ็บป่วยถ้ามีคนมาพะเน้าพะนอ ทำให้กำลังใจอ่อน เสียหายมาก ๆ

          สมัยอยู่อุบลฯ ป่วยอยู่ แม่ชีพวงมาคอยดูแล ใครชวนไปไหนก็ไม่ยอมไป ปักหลักว่า ถ้าพระรูปนี้ไม่ตายหรือไม่หาย ฉันจะไม่ยอมไปที่อื่น ใจมันอ่อน เวลาไม่มีใครดูแล เรานอนกำหนดจิตภาวนา นอนเมื่อยก็ลุกมาเดิน เดินเมื่อยก็เปลี่ยนมานั่ง

 

          ชาวบ้านถามว่า “มหา...เจ็บป่วยเป็นอย่างไรบ้าง”

 

          มีแต่ตอบว่าสบาย ตอนกลางคืนก็ถือโคมไฟไปอันหนึ่ง บุกป่าไปนอนในป่าในดง จนผีมันหลอก มันกระโดดขึ้นกระโดดลงบนต้นไม้ ก็นั่งดูมันเฉย ลักษณะมันเหมือนนกตัวใหญ่ ๆ อกด่าง เวลามาเสียงสนั่นหวั่นไหวยังกับฝูงวัวฝูงควาย ๑๐๐ ตัววิ่งมา ป่าแทบพังพินาศ แต่ผีหลอกยังไม่เท่าคนหลอก ผู้หญิงบางคนหลอกสึกพระ

 

          “สึกเถอะน่า ทุนรอนเราก็มี ถ้าไม่เชื่อจะโอนให้ก่อนก็ได้”

          ถ้าไม่เก่งจริงก็โดนหลอกสึกกันหมด

 

 

ถวายของหลวงปู่มั่น

มหาพุธเขาอยู่ตั้งไกล เขายังนึกถึงเรา

          พระพื้นบ้านนั้นอยากอยู่ใกล้หลวงพ่อ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ ส่วนหลวงพ่อเอง อยากจะอยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ เช่น หลวงปู่มั่น แต่ก็หาโอกาสไม่ได้ จึงได้แต่เพียงทำไม้จิ้มฟันฝากไปถวาย หลวงปู่มั่นท่านพูด ว่า

 

          “มหาพุธเขาอยู่ตั้งไกล เขายังนึกถึงเรา พวกเราอยู่ใกล้แค่นี้อะไรมาปิดบัง”

 

          อีกครั้งหนึ่งหลวงพ่อคิดจะหล่อพระ จึงส่งข่าวให้หลวงปู่มั่นทราบ ท่านจึงประกาศว่า

 

          “มหาพุธเขาจะหล่อพระไว้กราบไหว้ ใครมีอะไรก็หามาช่วยเขา”

          หลวงปู่มั่นเองได้ส่งเงินมาช่วยถึง ๕๐๐ บาท (สมัยนั้นหล่อพระองค์หนึ่งใช้เงินประมาณ ๒,๐๐๐ บาท )

 

          รูปหล่อดังกล่าวสร้างไว้ที่วัดบูรพา ตอนนี้ไฟไหม้ไปหมดแล้ว..ไฟไหม้ละลายหมด ไม่ทราบว่าพระธาตุที่บรรจุอยู่กับท่านหล่นหายไปไหนก็ไม่รู้

 

 

อำนาจจิตของครูบาอาจารย์

หลวงพ่อมัวแต่นั่งสมาธิ เครื่องยนต์มันดับ

          นี้เป็นเรื่องจริง ปี ๒๔๘๗ พอดี หลวงปู่ฝั้น ท่านไปจำพรรษาด้วย หลวงพ่ออยู่กับหลวงปู่ฝั้นนานที่สุดตอนอยู่ที่วัดบูรพาราม อุบลฯ จากนั้นก็ไปกราบท่านปีละครั้งสองครั้ง ท่านสอนหลวงพ่อนี่ ไม่ได้สอนเหมือนอย่างคนอื่น ท่านเล่าเรื่องที่ท่านเป็นมาแล้วให้ฟัง แล้วเราก็ถือเอาเป็นหลักปฏิบัติ แล้วท่านก็อบรมสั่งสอนให้เพ่งอาการ ๓๒

 

          ตอนแรกท่านเล่าว่า เขานิมนต์ไปนั่งรถ ท่านก็ไม่ขึ้นไป กลัวจะตกรถ เขาก็ขับรถไล่ตามเรื่อยไป ในที่สุดขึ้นไปนั่งรถก็กลัวจะตก ก็กำหนดจิตดูอาการ ๓๒ พอไปถึงหัวใจ จิตมันหยุด สว่าง มันไปเกาะอยู่ที่อะไรขาว ๆ เหมือนถ้วย ไม่ทราบว่าเครื่องยนต์มันหยุดหรือไม่หยุด เราก็ไม่รู้ จนกระทั่งคนขับมันมาผลักหัวเข่าอย่างแรง จึงได้รู้สึกตัว พอตื่นจากสมาธิมาแล้ว เขาก็บอกว่าท่านอาจารย์นั่งสมาธิเครื่องยนต์มันดับ

 

          เอ้า..ถ้ามันดับเพราะฉันนั่งสมาธิ ลองติดเครื่องดูซิ พอเขาไปติดเครื่องมันก็ติด แล้วก็ไปได้ ท่านก็สงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือเปล่า ภายหลังมาเล่าให้อาจารย์อ่อน (หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ) ฟัง พอมีคนเอารถมารับท่าน อาจารย์อ่อนก็บอกว่า

 

          “ฝั้น ๆ ทดลองดูอีก ให้มันหายสงสัย”

 

          ท่านก็ทดลองอีก เครื่องยนต์ก็ดับอีก พอนั่งไปข้างหน้าด้วยกัน พอเครื่องยนต์ดับ ท่านอาจารย์อ่อนก็ตบเข่า

 

          “ฝั้น ๆ เครื่องยนต์มันดับแล้ว”

 

          จึงได้แน่ใจว่า มันเป็นไปได้จริง ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า อิทธิฤทธิ์

 

          มหาสามารถ อยู่ที่เมืองอุบลฯ ไปโบกรถเมล์ รถเขาเต็ม เขาก็ร้องบอกว่า เดินไปซะ มหาสามารถก็เคือง ยืนจ้องมองตามหลังรถเขาอยู่ อีกสักหน่อย รถคันนั้นยางระเบิด

 

          หลวงปู่ตี้อไปวัดธรรมรังสีที่อำเภอเลิงนกทา ขากลับก็ขึ้นรถสหมิตรมา ที่นั่งมันนั่งได้ ๒ คน ท่านก็นั่งขัดสมาธิ รถก็แน่น คนโดยสารมันเยอะ ไอ้เด็กรถมันก็มากระชากขาผู้เฒ่าลง

 

          ที่นั่งเขาให้นั่ง ๒ คน หลวงพ่อมานั่งคนเดียว

 

          “กูไม่อยากเอาลง เดี๋ยวบักกิ้งสูจะแตก” (บักกิ้ง คือ ล้อรถ)

 

          พอรถวิ่งไปยังไม่ถึงเส้น ยางรถระเบิดพร้อมกัน ๒ เส้น เสร็จแล้วเขาเปลี่ยนยาง ท่านก็เดินไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ คนขับรถก็ไปกราบขอขมาโทษ ว่าเด็กมันไม่รู้เดียงสา อย่าไปถือสาหาความมันเลย มันเป็นไปได้

 

          ตอนพบกับหลวงปู่ตื้อ หลวงพ่อบวชได้ ๑๐ กว่าพรรษาแล้ว เจอกันบ่อย ไปเจอกันที่วัดอโศการาม เวลาเทศน์นี้คุณหญิงคุณนายฟังแล้วเลี่ยง ๆ หนี

 

ถูกใส่ร้ายเรื่องผู้หญิง

ถ้าหากฉันสึกไปขอแต่งงานกับเธอ เธอจะว่าไง

          อยู่วัดบูรพานี้มหา... นั่นแหละเป็นตัวหาเรื่อง.. วันหนึ่ง.. ที่วัดบูรพาฯ เขาฟังเทศน์ตอนเย็นกันทุกวัน สองสามคนเขาก็เทศน์กันอยู่อย่างนั้น มีพระยาอรรถฯ กับ หลวงแก้วกาญจนเขต เป็นหัวหน้าพาไปฟังเทศน์ตอนเย็น

 

          อยู่วันหนึ่งแม่ชี แม่ของนายวิชิต โกศัลวิตร ไปถาม

 

          “ทำไมโยมนั่งสมาธิแล้วจิตมันไม่สงบสักทีเลย”

 

          หลวงพ่อก็เลยบอกว่า

 

          ให้ทำอย่างนี้ซิ ให้ภาวนา พุทโธ ๆ ๆ ๆ เอาไว้ ถ้าจิตมันท่องพุทโธไปตลอดให้มันท่อง ถ้ามันหยุดให้มันอยู่เฉย ๆ ถ้ามันคิดให้มันคิด

          ทีนี้แม่ชีลูกศิษย์มหา...ก็ไปนั่งฟังอยู่ด้วย พอเสร็จแล้วแกก็ไปภาวนากลางคืน จิตมันสงบลงเอง พอเสร็จแล้วมันก็ตื่นเช้ารีบมา สิ่งได้สัมผัสกับสมาธิ ปีติ และความสุข มันก็ขยัน จิตมันก็ก้าวหน้าไปเรื่อย มีปัญหาสงสัยก็มาถาม ไป ๆ มา ๆ

 

          พระมหา...นี่ว่าแม่ชีมันไปกุฏิหลวงพ่อบ่อย ก็เลยหาเรื่อง ทีแรกก็ไปพูดกับพ่อแม่เขา..

 

          “สงสัยเด็กน้อยสองคนนี้มันจะรักกันชอบกัน”

 

          ทีนี้เขาบอกว่า..

 

          “จ้างอีกก็ไม่เอา ลูกเขยมหา มันจะมีปัญญาเลี้ยงลูกเราหรือ”

 

          พวกโยมเรานี้ก็เคียด (โกรธ)

 

          ทีนี้ข่าวมันก็กระพือไปทั่วบ้านทั่วเมือง พวกญาติโยมก็มาต่อว่าต่อขาน หลวงพ่อก็พูดได้คำเดียว

 

          “กาลเวลามันจะตัดสินเองว่าใครเป็นใครกันแน่”

 

          ลงผลสุดท้ายหลวงพ่อก็สังเกตดูอีนังแม่ขาวลูกศิษย์มหา...นี่ มันผิดปกติ ก็เลยเขียนจดหมายน้อยไปเรียกมันมา มันมา เราก็ตั้งปัญหาถาม ก่อนอื่นก็บอกว่า

 

          “อันนี้ไม่ใช่เกี้ยวพาราสีนะ มันเป็นคำสมมติ..”

 

          “อ้าว! ท่านจะว่าอะไร”

          ก็เลยบอกว่า

 

          “ถ้าหากฉันสึกไปขอแต่งงานกับเธอ เธอจะว่าไง..”

          มันก็บอกว่า

 

           “เป็นไปไม่ได้”

 

          “ทำไมจึงเป็นไปไม่ได้ แกเห็นว่าฉันนี้ต่ำต้อยเกินไปหรือ..”

 

          “โอ๊ย! ถ้าได้อย่างท่านนี่ก็ดีวิเศษแล้ว..”

 

        “ถ้างั้นมันเพราะอะไร”

          เราก็เซ้าซี้มันเข้าไป มันก็เลยบอกว่า

 

          “ผีบ้าตัวไหนเขาจะมีผัวสองคน”

 

          “อ้าว อีห่า มึงมีผัวแล้วหรือ”

          “มีแล้ว..”

 

          “ใคร ผัวมึง.. ”

 

          “ก็หลวงพ่อท่านทวงบุญคุณก็เลยให้ท่าน.. ”

 

          “อ้าวถ้างั้นมึงเขียนบันทึกมาให้กู”

 

          อิฉันขอสารภาพว่า “ได้เสียกับ.. ท้องได้หนึ่งเดือนแล้ว”

 

          “เออ! เอาแค่นั้นพอ”

 

          มันก็เซ็นชื่อ ลงวัน เดือน ปี

 

          “เอ้า พยายามรักษาความรู้สึกไว้ไม่ให้มันเปลี่ยนแปลง เคยไปหาพาสู่อย่างไรก็กราบก็ไหว้ ปรนนิบัติอย่างไรก็ทำ แต่ว่ากราบก็นึกว่าเรากราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์”

 

          ทีนี้พอได้จังหวะเราก็ได้คุยกับพระมหา... ถามปัญหาเรื่องวินัย เริ่มต้นด้วย

          “..เออ! ในธรรมวินัยนี้ ใครทำผิดทำถูก ผู้นั้นย่อมรู้ได้ด้วยตนเองใช่ไหม”

 

          “ใช่”

 

          “ในเมื่อรู้ว่าเรามีความผิดเพียงใดแค่ไหน ก็ควรจะสารภาพความจริง ไม่น่าจะให้คนอื่นเขามายกเป็นเรื่องเป็นอธิกรณ์ให้กันยุ่งยาก เสียชื่อเสียงวัดและศาสนาคณะสงฆ์ มันควรจะเป็นอย่างนั้นใช่ไหม”

          “ใช่”

          “ถ้างั้นเรื่องของท่าน ท่านจะว่าอย่างไร”

          “เรื่องอะไร”

          เราก็ยื่นสำเนาบันทึกให้ พอท่านอ่าน ท่านก็หน้าเสีย ทีนี้เราก็บอกว่า

          “ผมจะไม่ยอมเปิดเผย ถ้าหากว่าท่านปฏิบัติตามเงื่อนไขของพระวินัย จะไม่ให้มีเรื่องเกิดขึ้นเลย”

          ท่านก็เลยบอกว่า

          “ผมก็คาดไม่ถึงว่ามันจะเป็นแบบนี้ ผมขอเวลาเดือนหนึ่ง”

          “เอ้า ไม่เป็นไร”

          พอเสร็จแล้วสองสามวันท่านก็เข้ากรุงเทพฯ แต่ว่าแม่ชีนั่นท่านให้สึก สึกแล้วก็ไปกรุงเทพฯ แล้วพอจวน ๆ จะเข้าพรรษาท่านก็ลาสึกในกรุงเทพฯ ไปอยู่กรุงเทพฯ กัน

 

          พระเถระสมัยนั้นดูถูกหลวงพ่ออย่างฉิบหายเลย พระอายุ ๕-๖ พรรษาเป็นสมภารไม่ได้ ท่านก็ไปเอามหา...ซึ่งอพยพมาจากเมืองเก่าตอนที่คืนอินโดจีนไปให้ฝรั่งเศสมาเป็นเจ้าอาวาสในตอนนั้น

  

หน้าก่อนนี้    หน้าต่อไป


แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2012 เวลา 04:49 น. )
 
 


Joomla 1.5 Templates by Joomlashack